การประยุกต์ใช้มาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยข้อมูลกับงานบริหารความเสี่ยงระบบสารสนเทศในองค์กรอย่างได้ผลในทางปฏิบัติ
Information Technology Risk Management using International Standard Methodologies and Frameworks by A.Pinya Hom-anek,GCFW, CISSP, CISA, (ISC)2 Asian Advisory BoardPresident, ACIS Professional Center E-mail:
เสี่ยง หรือ Risk Management นั้น ปัจจุบันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่หลายองค์กร ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยกับข้อมูล หรือ Information Security ได้ทวีความรุนแรงและได้สร้างความเสียหายมากขึ้นไปตามกระแสการใช้งานระบบสารสนเทศ และอินเตอร์เน็ตในองค์กรที่เพิ่มขึ้น ตลอดจน เรื่องของ กฎข้อบังคับ และ กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาบังคับให้องค์กรสมัยใหม่ต้องปฏิบัติตาม ดังที่ เราเรียกกันติดปากว่า "Regulatory Compliance" โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่ต้องทำธุรกิจและธุรกรรมในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องผ่านข้อกำหนดกฎข้อบังคับต่างๆ ของกฎหมาย SOX, HIPAA และ GLBA ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับ การบริหารความเสี่ยงระบบสารสนเทศ (IT Risk Management) ในองค์กรแทบทั้งสิ้น ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือ มาตรฐานสากลต่างๆ ที่ว่าด้วยการบริหารความเสี่ยงเหล่านี้มีอยู่หลายมาตรฐานด้วยกัน บางมาตรฐานก็ไม่เหมาะสำหรับการประเมินความเสี่ยงระบบสารสนเทศ (IT Risk Assessment) ทำให้องค์กรหลายแห่งเกิดปัญหาในการเลือกใช้มาตรฐานต่างๆ อาทิ เช่น มาตรฐานของ NIST (National Institute of Standards and Technology) ได้แก่ NIST 800-30 "Risk Management Guide for Information Technology Systems", มาตรฐานของ Australia และ New Zealand ได้แก่ AS/ NZS 4360:2004 หรือ มาตรฐานของ Software Engineering Institute (SEI) แห่งมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ได้แก่มาตรฐาน OCTAVE ซึ่งย่อมาจาก Operationally Critical Threat, Asset and Vulnerability Evaluation ยังไม่รวมถึงเฟรมเวิร์ค (Framework) ต่างๆที่หลายคนคงเคยได้ยินไม่ว่าจะเป็น COSO Framework , CoBit Framework และ ISO/ IEC17799 ซึ่งขณะนี้ได้เปลี่ยนเป็น ISO/IEC 27001 เป็นต้น เรียกได้ว่า ผู้บริหารด้านความปลอดภัยข้อมูลขององค์กรหลายคนเกิดความสับสนและไม่รู้ว่าจะนำมาตรฐานหรือเฟรมเวิร์คใดมาใช้ให้เหมาะสมกับการบริหารความเสี่ยงระบบสารสนเทศในองค์กรของตน ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า "Methodologies" และ "Frameworks" เสียก่อน ความหมายของ Risk Management Methodologies ได้แก่ ขั้นตอน หรือ วิธีการในการบริหารความเสี่ยงอย่างถูกต้องตามหลักการมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับและนำมาประยุกต์ใช้กันโดยทั่วไป ส่วน "Framework" นั้น หมายถึง ขั้นตอน หรือ วิธีการที่ช่วยให้องค์กรได้ "Compliance" ตามหลักการมาตรฐานสากล ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าพูดถึงการควบคุมภายใน หรือ "Internal Control" ก็จะหมายถึง COSO Framework หรือ Corporate Governance แต่ถ้าพูดถึง "IT Governance" ก็จะหมายถึง CobiT Framework ที่กำหนดขอบเขตแคบลงมาเจาะลึกในส่วนของระบบสารสนเทศ และ ถ้ากล่าวถึง Information Security Management System หรือ ISMS จะหมายถึง มาตรฐานสากล ISO/IEC 27001 (ชื่อเดิม ISO/ IEC 17799) นั่นเอง เราจะสังเกตได้ว่าทั้ง COSO, CobiT และ ISO/ IEC 27001 นั้น ได้กล่าวถึงเรื่องของ Risk Assessment และ Risk Management ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ทว่ายังไม่มีรายละเอียดเจาะลึกในการทำ Risk Management และ Assessment ต่างจากมาตรฐาน NIST 800-30, OCTAVE หรือ AS/ NZS 4360:2004 นั่นคือเราต้องนำมาตรฐานดังกล่าวมาประยุกต์ใช้อีกครั้งหนึ่งเพื่อลงในรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น และ ใน CobiT นั้น ได้กล่าวถึงเรื่องของ Risk Management ไว้ใน PO9 (Planning and Organization) ซึ่งก็จะลงรายละเอียดในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ละเอียดเหมือนกับมาตรฐานทั้งสาม ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว สำหรับมาตรฐาน NIST 800-30 นั้น จะเน้นเรื่อง Threat and Vulnerability Identification, Likelihood determination, Impact Analysis และ Control Recommendations นั่นคือ ต้องกำหนด ภัย และ ช่องโหว่ ของระบบให้ได้เสียก่อน จากนั้นจึงดูโอกาสของความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ประกอบกับ ผลกระทบจากความเสี่ยงดังกล่าว ตลอดจนถึงวิธีการแก้ไขปัญหาของความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ โดยมาตรฐาน NIST 800-30 ถือเป็นต้นแบบซึ่งมาตรฐานอื่นๆ นำไปปรับปรุงแก้ไขให้มีรายละเอียดเน้นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรฐานนั้นๆ ในส่วนมาตรฐาน OCTAVE ของ SEI นั้นจะเน้นไปที่ "คน และ กระบวนการ" (People and Process) โดยมีการทำเวิร์คช็อปเป็นทีม (Team Workshop) ประกอบด้วย ทั้งผู้บริหาร และ ฝ่ายปฎิบัติการจากส่วนของการรักษาความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ และจากส่วนของการบริหารธุรกิจ ซึ่ง OCTAVE จะมีการใช้ Checklists และ Questionnaires ในการสอบถามทีมที่เข้าร่วมเวิร์คช็อป เพื่อที่จะให้ทุกคนได้เข้าใจเรื่องของความเสี่ยง และ รู้จักวิเคราะห์ผลกระทบของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่ง OCTAVE จะลงรายละเอียดได้ดีกว่า NIST 800-30 เพราะผู้ร่วมทีมแต่ละคนจะมีความเข้าใจกระบวนการ (Process) ที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ได้เป็นอย่างดี สำหรับมาตรฐาน AS/ NZS 4360:2004 นั้นจะครอบคลุมเนื้อหาด้านการบริหารความเสี่ยงที่กว้างกว่า NIST 800-30 และ OCTAVE เนื่องจาก AS/ NZS 4360:2004 จะเน้นเรื่องของสถานการณ์ทางด้านการเงิน ความปลอดภัยของพนักงาน และ ความเสี่ยงในการตัดสินใจทางธุรกิจของผู้บริหารด้วย องค์กรที่มีความจำเป็นต้อง "Compliance"กฎหมาย SOX, HIPAA และ GLBA นั้นมักจะเริ่มที่มาตรฐาน NIST 800-30 ก่อน จากนั้นก็ค่อยปรับลงรายละเอียดเข้าสู่มาตรฐาน OCTAVE ซึ่งจะใช้เวลามากกว่า แต่จะได้ผลดีตรงการทำเวิร์คช็อปที่ความต้องการด้านความปลอดภัยและความต้องการด้านการดำเนินธุรกิจได้มาปรับให้เข้ากัน และเหมาะสมกับการดำเนินงานขององค์กร สำหรับ ISO/ IEC 17799 และ ISO/ IEC 27001 ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานสากล (International Standard) ด้านการบริหารจัดการเรื่องของความปลอดภัยข้อมูล ซึ่งจะครอบคลุมเรื่องสำคัญต่างๆ อาทิ เช่น Security Policy และ Security Incident Management ซึ่งวัตถุประสงค์ก็ไม่ได้ต่างจากวัตถุประสงค์ของการบริหารความเสี่ยงระบบสารสนเทศ ซึ่งก็คือการลดความเสี่ยง (Risk Reduction) ให้อยู่ในจุดที่ยอมรับได้ (Risk Acceptance Level) โดยมีสมมุติฐานเหมือนกันคือ "เราไม่สามารถลดความเสี่ยงให้เท่ากับศูนย์ได้ แต่เราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในจุดที่เรายอมรับในความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ และ สามารถทำให้องค์กรดำเนินงานได้ต่อเนื่องอย่างไม่ติดขัด" กล่าวโดยสรุปคือ "การบริหารความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับมุมมอง" ถ้าเรามองด้านธุรกิจ การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจก็จะขึ้นกับการตัดสินใจของผู้บริหาร เช่น ตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้า หรือจะยกเลิกการผลิตสินค้า เป็นต้น แต่ถ้าเรามองในด้านความปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ เรามักจะเจาะลึกถึงขั้นตอนรายละเอียดในการปฎิบัติการ ตลอดจนรายละเอียดทางด้านเทคนิค ซึ่งต้องมีกระบวนการประเมินความเสี่ยงอื่นเสริมเข้ามาช่วยด้วย เช่น การทำ Vulnerability Assessment และ Penetration Testing เพื่อช่วยให้เราเกิดความมั่นใจกับความปลอดภัยของระบบสารสนเทศมากขึ้น ดังนั้น ขอบเขตของงานประเมินความเสี่ยง และ งานบริหารความเสี่ยง จึงขึ้นกับความต้องการของผู้บริหารในแต่ละองค์กร และขึ้นกับลักษณะในการดำเนินงานขององค์กร แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกองค์กรเหมือนกัน ก็คือ ควรจะต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงระบบสารสนเทศอย่างจริงจัง แล ะตรวจสอบผลลัพธ์ได้ชัดเจน โดยผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศ (IT Auditor) ควรจะเข้ามาประเมินอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าได้เป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล และ สนับสนุนแนวความคิดเรื่อง IT Governance และ Corporate Governance ในที่สุด
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ความสำคัญของไอซี
ไอซีทีี อันประกอบด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ชิปคอมพิวเตอร์เป็นหลักสำคัญในการทำงานและเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการรับส่งสารสนเทศด้วยอุปกรณ์สื่อสาร เช่น รับข่าวสารจากวิทยุ/โทรทัศน์/อินเทอร์เน็ตการรับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สั่งพิซซ่าทางอินเทอร์เน็ต ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่าไอซีทีได้เข้ามามีความสำคัญและมีบทบาททุกด้านในวิถีความเป็นอยู่ประจำวันของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไอซีทีมีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับโลก อันเป็นผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า รัฐบาล การเมือง การแพทย์ การศึกษา การสื่อสาร การกีฬา การท่องเที่ยว การพยากรณ์อากาศ การเกษตร และอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศโดยใช้ไอซีทีเพื่อขจัดความยากจน ปรับปรุงคุณภาพชีวิต พัฒนาส่งเสริมการศึกษา ให้บริการต่างๆ ของรัฐบาล ฯลฯ เพื่อผลักดันให้ก้าวไปสู่สังคมสารทนเทศและสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันเป็นผลทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบของสังคมเกษตร และสังคมอุตสาหกรรมมาสู่สังคมแห่งเทคโนโลยี มีการส่งเสริมให้ประชาชนเป็นผู้รู้เทคโนโลยีโดยลดช่องว่างด้านดิจิทัลเพื่อความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันเอื้อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
ไอซีทีี อันประกอบด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ชิปคอมพิวเตอร์เป็นหลักสำคัญในการทำงานและเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการรับส่งสารสนเทศด้วยอุปกรณ์สื่อสาร เช่น รับข่าวสารจากวิทยุ/โทรทัศน์/อินเทอร์เน็ตการรับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สั่งพิซซ่าทางอินเทอร์เน็ต ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่าไอซีทีได้เข้ามามีความสำคัญและมีบทบาททุกด้านในวิถีความเป็นอยู่ประจำวันของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไอซีทีมีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับโลก อันเป็นผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า รัฐบาล การเมือง การแพทย์ การศึกษา การสื่อสาร การกีฬา การท่องเที่ยว การพยากรณ์อากาศ การเกษตร และอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศโดยใช้ไอซีทีเพื่อขจัดความยากจน ปรับปรุงคุณภาพชีวิต พัฒนาส่งเสริมการศึกษา ให้บริการต่างๆ ของรัฐบาล ฯลฯ เพื่อผลักดันให้ก้าวไปสู่สังคมสารทนเทศและสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันเป็นผลทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบของสังคมเกษตร และสังคมอุตสาหกรรมมาสู่สังคมแห่งเทคโนโลยี มีการส่งเสริมให้ประชาชนเป็นผู้รู้เทคโนโลยีโดยลดช่องว่างด้านดิจิทัลเพื่อความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันเอื้อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อบทบาทผู้นำในยุคโลกาภิวัฒน์
“อินเทอร์เน็ตกำลังผลักดันใหห้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของโลกที่เรียกว่า เศรษฐศาสตร์เครือข่าย (Network Economy) และเป็นระบบการค้าที่ไร้พรมแดน”กรีน สแปน ผู้ว่าการธนาคารสหรัฐฯ กระแสการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เป็นเงื่อนไขใหม่ของโลกที่ส่งผล กระทบกับสังคมไทย เทคโนโลยีสารสนเทศ กำลังเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนแห่งระบบ บทบาทขององค์การต้องปรับเปลี่ยน ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ มีความเข้าใจในการประสานด้านเทคโนโลยีกับการบริหารองค์การสมัยใหม่ ซึ่งเป็น การบริหารโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result-base Management) เพื่อประสิทธิภาพ ประสิทธิผลที่เป็นรูปธรรม และสามารถวัดได้ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ด้านเทคโนโลยี การเลือกสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่เอื้อต่อการวางแผนและการจัดการขององค์การ ประเทศไทยกับนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยความจำเป็นและกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคณะ กรรมาการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเพื่อการส่งเสริม เผย แพร่เทคโนโลยี จึงได้ประกาศใช้นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับแรกที่เรียกว่า IT – 2010 โดยได้จัดทำนโยบายไอที 2000 และเสนอภารกิจที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ 3 ประการ1. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ2. การลงทุนในด้านพัฒนาคุณภาพของพลเมือง3. การลงทุนในการบริหารและบริการภาครัฐที่ดีได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2539 โดยมีระยะเวลา 5 ปี และเพื่อเป็นการต่อเนื่องในเดือนตุลาคม 2544 จึงได้จัดทำแผนแม่บทด้านเทคโนโลยี สารสนเทศฉบับที่ 2 ซึ่งจะครอบคลุมกรอบเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2544-2553) หรือ IT-20101 ขึ้น โดยให้ความสำคัญกับบท บาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นการพัฒนาด้าน IT ใน 5 สาขา ได้แก่1. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาครัฐ (e- Government)2. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคอุตสาหกรรม (e-Industry)3. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศใน ภาคการพาณิชย์ (e-Commerce)4. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการศึกษา (e-Education)5. การพัฒนาเทคโนโลยี สารสนเทศในภาคสังคม (e-Society)และเพื่อให้เห็นถึงรูปธรรมที่ชัดเจนแห่งการกำหนดกลยุทธ์ตามแผนที่วางไว้ ดิฉันจะทำการวิเคราะห์ SWOT เพื่อพิจารณาถึงจุดดี –ด้อย รวมถึงโอกาสและความเป็นได้สู่การสร้างหรือการกำหนดกลยุทธ์ (Creation of Strategy) ในการแก้ไขและพัฒนาให้ประเทศชาติไปสู่เศรษฐกิจในสังคมโลกาภิวัตน์ อย่างเป็นรูปธรรม ในระยะ 10 ปีข้างหน้า ดังนี้ค่ะ1. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาครัฐ (e-Government) การปรับปรุงและพัฒนาระบบการปฏิบัติของ ภาครัฐโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายการสือสาร ในการจัดองค์การสมัยใหม่ เพื่อการบริหารและการบริการที่ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบบริหารภายใน (Back Office) และระบบบริการภายนอก (Front Office) เพื่อการนำ ไปสู่ Good Government โดยจัดทำแผนแม่บท และปรับปรุงในส่วนที่เกี่ยวข้องเช่นบุคลากร ระบบการบริหาร กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆจุดแข็ง (Strengths)- เป็นระบบที่ทันสมัย- เป็นระบบที่ให้บริการได้รวดเร็ว และสามารถลดขั้นตอนต่างๆในการทำธุรกรรมต่างๆผ่านระบบออนไลน์- สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้น และลดความกดดันให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ (Service Mind)- สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน เพื่อการประสานงานและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Match Maker)- สามารถตรวจสอบข้อมูลและทำธุรกรรมทางการเงิน โดยผ่านระบบธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดความยุ่งยากและสะดวกรวดเร็ว เป็นอีกช่องทางเลือกหนึ่งให้กับภาคประชาชนในการทำธุรกรรมต่างๆกับหน่วยงานภาครัฐ- สร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับหน่วยงานภาครัฐจุดอ่อน (Weaknesses)- เป็นระบบที่สร้างภาระในด้านงบประมาณให้กับหน่วยงานภาครัฐ การพัฒนาระบบ การบำรุงรักษาและการจ้างบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญและอื่นๆอีก- เป็นระบบที่มีความยุ่งยาก ซับซ้อนในการใช้งาน- การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานยังไม่มีความปลอดภัย- ขาดแคลนบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ- ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานกลางในการเชื่อมโยง และแปรข้อมูลระหว่างองค์กร- ยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทุกกลุ่ม- บุคลากรของภาครัฐยังขาดความรู้และความเข้าใจในการใช้ระบบ E-Commerceโอกาส (Opportunities)- แนวโน้มการใช้บริการเกี่ยวกับระบบ On-line ในประเทศไทยมีการใช้แพร่หลายมากขึ้น- เทคโนโลยีสารสนเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบ network ต่างๆ เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนมากขึ้น- ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน หันมาสนใจในการพัฒนา และการนำระบบ on-line มาพัฒนาเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารและการเชื่อมโยงมากขึ้นอุปสรรค (Threats)- ขาดการเชื่อมโยงอันเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกองค์กร- การติดขัดเนื่องจาก ข้อกำหนด กฎเกณฑ์ กฎหมายและนโยบายที่ซับซ้อนและขาดความชัดเจน- การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในการใช้ระบบ e-Government ยังไม่มีความครอบคลุมและทั่วถึง ทำให้ผู้รับบริการบางกลุ่มขาดความรู้ และความเข้าใจในการใช้ระบบอย่างถูกต้อง- ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณและบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ- ประชาชนยังขาดความเชื่อมั่น และความเข้าใจในการใช้ระบบ e-Government2. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการพาณิชย์ (e-Commerce) เป็นการส่งเสริมการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าภายในและระหว่างประเทศโดยการพัฒนาระบบความปลอดภัยในการชำระเงินบนเครือข่ายและเร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งโครสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพจุดแข็ง (Strengths)- วิสัยทัศน์ของผู้นำและผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับ ICT มากขึ้น- ภูมิประเทศของไทยซึ่งเป็นทั้ง gateway และศูนย์กลางการค้า- มีการลงทุนนำ ICT มาใช้ในงานด้านต่างๆ มากขึ้น สามารถก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์พื้นฐาน- ศักยภาพในการขยายตัวของตลาด ICT ของไทยจุดอ่อน (Weaknesses)- ประเทศไทยยังไม่ได้ปรับกฎระเบียบ กลไกที่เกื้อหนุนการเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) - ขาดพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษที่จะใช้งาน ICT ได้ดี- ขาดการสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ- การขาดความสามารถและประสบการณ์ด้านการจัดการ- บริษัทไอทีของไทยยังขาดความสามารถด้านการตลาดและการหาลูกค้ารายใหญ่- ขาดหน่วยงานดูแลด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของเครือข่ายในประเทศ- ความผันผวนของค่าเงินบาทส่งผลกระทบกับการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ- ขาดการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้บุคลากร ICT ของไทยให้ความสำคัญกับใบรับรองมาตรฐานคุณภาพโอกาส (Opportunities)- การพัฒนาด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้สินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดโลกได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง- การเปิดเผยข้อมูลด้านมาตรฐานของบริษัทข้ามชาติ- มีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนา ICT จากต่างประเทศ- ความต้องการด้านบริการโทรคมนาคมประเทศเพื่อนบ้านขยายตัว- การใช้ประโยชน์จากการรวมตัวของอาเซียน- ตลาดในประเทศใกล้เคียงมีโอกาสขยายตัวเพราะรายได้คนในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอุปสรรค์ (Threats)- การกีดกันทางการค้าในเวทีการค้าโลกด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี- ความล่าช้าในการกำหนดมาตรฐาน ICT ของโลก- ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อการถ่ายเททางวัฒนธรรมและการเงิน- ภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศในประเทศ (hacker cracker และ virus)- นโยบายประเทศเพื่อนบ้านทำให้เกิดความได้เปรียบมากกว่าประเทศไทย- การแข่งขันด้านการพัฒนา ICT ของประเทศเพื่อนบ้านก้าวหน้ากว่าไทย- การพัฒนาบุคลากรทางเทคโนโลยีที่มีคุณภาพได้มากขึ้นของประเทศเพื่อนบ้าน- ประเทศอื่นมีความก้าวหน้าและความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี และการตลาด- ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ มีผลกระทบต่อการกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจ ICT- นโยบายการค้าเสรีในตลาดโลก ทำให้เกิดการรุกรานทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว3. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคอุตสาหกรรม (e-Industry) การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในส่วนซอฟต์แวร์ ระบบโทรคมนาคมและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้มีศักยภาพ อีกทั้ง สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมรวมถึงการสร้างบุคลากรในภาค อุตสาหกรรมจุดแข็ง (Strength)- เริ่มมีการผ่านกฎหมายด้าน ICT- ภาครัฐและเอกชนไทย ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศเป็นอย่างมาก- มีหน่วยงานระดับชาติดำเนินการ/สนับสนุนนวัตกรรมด้าน ICT- คนไทยมีฝีมือประณีต ละเอียดอ่อน เป็นศักยภาพของการพัฒนาซอฟต์แวร์จุดอ่อน (Weaknesses)- การใช้จ่ายในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย ฟุ่มเฟือย ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่- ขาดความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กับ SME และระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน- ขาดปัจจัยต่างๆ ที่จะสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา และการนำผลการวิจัยและพัฒนา ไปใช้ในเชิงพาณิชย์- การกระจายโครงข่ายโทรคมนาคมไม่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพเพียงพอ- กฎหมายโดยรวมและกฎหมาย ICT ยังไม่ได้ปรับปรุงให้ครบถ้วนที่จะรองรับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี- การผลิตอาศัยวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก ขาดการส่งเสริมอุตสาหกรรมต้นน้ำ- นโยบายการลงทุน ICT ด้วยเงินร่วมทุนเบื้องต้น (Seed Money) และมาตรการส่งเสริมการลงทุนยังไม่เป็นรูปธรรม- ผู้ผลิตขาดความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของต่างประเทศ ขาดการประสานงานที่เป็นเครือข่ายทำให้การจัดซื้อปัจจัยต่างๆในการผลิตด้อยประสิทธิภาพ- คนไทยไม่เชื่อถือและให้การสนับสนุนคนไทยทำโครงการขนาดใหญ่- กระบวนการผลิต ICT ของไทยไม่ทันสมัย ทั้งด้านวิชาการ เครื่องมือการผลิต และขาดการให้ความสำคัญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา- ยังมิได้จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจแข่งขันเสรีที่เป็นธรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน- ขาดการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้บุคลากร ICT ของไทยให้ความสำคัญกับใบรับรองมาตรฐานคุณภาพ- แหล่งเงินทุนภายในประเทศยังไม่ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนา ICT ในประเทศโอกาส (Opportunities)- การขนส่งสินค้าโดยใช้ e-logistic มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาดโลก- อุตสาหกรรมการสื่อสารแบบไร้สาย และ broadband ได้รับความนิยมอย่างสูง- ผู้นำในภูมิภาคอาเซียนมีวิสัยทัศน์และเห็นความสำคัญของ ICT มากขึ้น- การเป็นพันธมิตรกับประเทศผู้นำด้าน ICT จะสร้างโอกาสในการกำหนดมาตรฐานและข้อตกลงระหว่างประเทศ- การเปิดเผยข้อมูลด้านมาตรฐานของบริษัทข้ามชาติอุปสรรค (Threats)- ความเสียเปรียบในเวทีการแข่งขันระหว่างประเทศ ของอุตสาหกรรมไทยที่ยังไม่มีความเข้มแข็ง- การเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศอินเดีย จีน ที่มีบุคลากรที่มีคุณภาพและค่าแรงต่ำ- ความล่าช้าในการกำหนดมาตรฐาน ICT ของโลก4. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการศึกษา (e-Education) เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้ ความสามารถในทุกระดับชั้น โดยเปิดโอกาสทางการเรียนรู้และส่งเสริมสนับสนุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ เครือข่ายการศึกษาและการสร้างฐานความรู้อีกทั้งยกระดับครูให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเตรียมความพร้อม ในการแข่งขันโลกปัจจุบันจุดแข็ง (Strengths)- การขยายตัวของผู้ประกอบการ- การจัดตั้ง CIO ของภาครัฐ- ความตื่นตัวด้าน ITเพิ่มขึ้น- การผลิตบุคลากร ITสายอาชีวศึกษา- โครงสร้างพื้นฐานกายภาพที่ดี- การพัฒนาโครงสร้างและหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน- มีจำนวนผู้จบการการศึกษาระดับอาชีวศึกษามาก สามารถเป็นพื้นฐานผู้ใช้ ICT ที่มีคุณภาพจุดอ่อน (Weaknesses)- ความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายโครงสร้างพื้นฐานสู่ชนบท- ขาดข้อมูลและการบริหารจัดการฐานข้อมูล- ความซ้ำ ซ้อนในการบริหารการลงทุน- ขาดการประสานงานภาครัฐ- ขาดการสนับสนุนด้านการตลาดจากภาครัฐ- ขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง- ขาดกลไกการฝึกอบรมและหลักสูตรต่อเนื่อง- หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน ยังไม่สนับสนุนให้เกิดการค้นคิดที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนา- พื้นฐานการศึกษาโดยเฉลี่ยของประชากรค่อนข้างต่ำ- อัตราของคุณวุฒิอาจารย์ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และเอกไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา- การเพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ บุคลากรสายวิชาชีพในการพัฒนาเป็นผู้ชำนาญการ ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย- ขาดแคลนเครื่องมือ ที่ทันสมัยและห้องปฏิบัติการมาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี- ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการยังขาดความเชื่อมโยงและยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโอกาส (Opportunities)- การขยายตัวทางเศรษฐกิจ แบบ Knowledge-Based Economyทำให้เกิดความต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะในวิชาชีพสูงโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี- นโยบายภาครัฐต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจแบบยั่งยืน ส่งผลให้สถานศึกษาต้องเข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนช่วยเหลือ- ทัศนคติที่ดีของผู้นำ ต่อ ICT- มีนโยบายและมาตรการ ICTที่ชัดเจนอุปสรรค (Threats)- การจัดการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีอุปกรณ์และห้องปฏิบัติการที่เพียงพอและมีมาตรฐาน- นโยบายการปรับลดของงบประมาณและภาวะวิกฤตเศรษฐกิจทำให้การพัฒนาและบำรุงรักษาอุปกรณ์และห้องปฏิบัติการ- ขาดความต่อเนื่องและไม่ได้มาตรฐานทางการศึกษา- นโยบายการปรับลดอัตรากำลังคนภาครัฐมีผลต่อการพัฒนาการศึกษา- ความเข้าใจต่อประโยชน์ ICTทั่วไปยังน้อย- หลักสูตรการศึกษาไม่เอื้อต่อทักษะ R&D- ขาดนโยบายสนับสนุน R&D- พื้นฐานการศึกษาของประชาชนอยู่ในระดับต่ำ5. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคสังคม (e-Society) เพื่อให้ประชากรมีความเท่าเทียมในการเข้าถึงสารสนเทศและเมขีดความสามารถในการเรียนรู้ของชุมชน ส่งเสริมการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 และกรอบนโยบาย IT-2010 นำมาสู่แผนแม่บทการ พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549 เป็นแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี โดย ศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติกับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและได้รับความเห็น ชอบจากคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในฐานะที่ผู้เขียนคลุกคลีอยู่ในวง การเทคโนโลยีก็ต้องขอแสดงความยินดีกับแผนแม่บทฉบับนี้โดยเฉพาะคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องเพราะมันเป็นแผน แม่บทที่กำหนดทิศทางในการพัฒนาปะรเทศ และกลยุทธ์ทั้ง 5 ด้านก็สอดคล้องกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เราจำเป็นต้อง เตรียมความพร้อมและมีแผนรองรับ ประการสำคัญเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นกลไกในการผลักดันให้ระบบการบรหาร และบริการขององค์การมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและบทบาทของประเทศไทยเวทีโลก แหล่งอ้างอิงจุดแข็ง (Strengths)- ภาครัฐและเอกชนไทย ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศเป็นอย่างมาก- มีหน่วยงานระดับชาติดำเนินการ/สนับสนุนนวัตกรรมด้าน ICT- มีการลงทุนนำ ICT มาใช้ในงานด้านต่างๆ มากขึ้น สามารถก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์พื้นฐานจุดอ่อน (Weaknesses)- การกระจายโครงข่ายโทรคมนาคมไม่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพเพียงพอ- ข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ- ขาดกลไกการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง- ยังมิได้จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจแข่งขันเสรีที่เป็นธรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน- แหล่งเงินทุนภายในประเทศยังไม่ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนา ICT ในประเทศโอกาส (Opportunities)- ผู้นำมีวิสัยทัศน์และเห็นความสำคัญของ ICT มากขึ้น- เริ่มมีการผ่านกฎหมายด้าน ICT- การพัฒนาประเทศไปสู่ knowledge-based society/economy (KBS/KBE)- การเป็นสังคมเปิดของประเทศไทยอุปสรรค (Threats)- การจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับ ICT ไม่ตรงตามความต้องการใช้งาน และขาดทิศทางที่ชัดเจน- ข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ- ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจและคุ้นเคยต่อ ICTการกำหนดกลยุทธ์ (Strategies)เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม ICT สู่ความเป็นเลิศในภูมิภาค1. พัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โดยความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน2. สร้างกลไกกระตุ้นการพัฒนา ICT3. พัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่ผลิตจากผู้ประกอบการในประเทศโดยใช้ตลาดภาครัฐเป็นตัวนำ4. พัฒนาระบบติดตามผลการทำงานของ SIPA (สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ)5. จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาบุคลากร ICT6. พัฒนาทักษะผู้ประกอบการและผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไทย7. พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการซอฟต์แวร์8. สนับสนุนให้มีศูนย์ทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ICT9. สนับสนุนภาคเอกชนลงทุนในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ต่อเนื่องซอฟต์แวร์10. เร่งรัดการยกร่างกฎหมาย ICTใช้ ICT เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายโทรคมนาคม2. ให้ใช้ประโยชน์จากกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน3. ใช้ประโยชน์จาก ICT เพื่อพัฒนาการศึกษา การเรียนการสอน4. ส่งเสริมการแปลหนังสือ เอกสาร จากภาษาต่างประเทศ5. ส่งเสริมการพัฒนาข้อมูลและความรู้ในการครองชีพและยกระดับคุณภาพสังคมของชุมชน6. ส่งเสริมบทบาทสื่อมวลชนในการเผยแพร่ความรู้ด้าน ICT7. ส่งเสริมให้องค์กรส่วนท้องถิ่นใช้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน8. พัฒนาและเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์9. สร้างความเชื่อมั่นต่อการนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ปฏิรูปและสร้างศักยภาพการวิจัยและพัฒนา ICT1.กำหนดนโยบายปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อพัฒนาหลักสูตรและแนวทางการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการคิดเชิงวิทยาศาสตร์2. สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรสนใจที่จะประกอบอาชีพวิจัย3. ให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินร่วมทุนเบื้องต้น (seed money) เพื่อสนับสนุนและจูงใจให้มีการลงทุน R&D ใน ICT4. กำหนดกลยุทธ์การส่งเสริม R&D ด้าน ICT ของไทย5. สนับสนุนการวิจัยคนคว้าเพื่อให้เกิดผลผลิตที่สามารถประยุกต์เป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์6. จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ7. การติดตามรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลด้าน ICT เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายกระดับศักยภาพพื้นฐานของสังคมไทยเพื่อการแข่งขันในอนาคต1. สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของ ICT ผ่านทางเครือข่ายสถาบันการศึกษาของทุกภูมิภาคและชุมชน2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนผลิตอุปกรณ์ ICT ที่มีคุณภาพและราคาประหยัด3. กระตุ้นให้สาธารณชนในวงกว้างเกิดความสนใจใน ICTและกิจกรรมอิเล็กทรอนิกส์4. พัฒนาบุคลากรในวิชาชีพอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนา ICT โดยทั่วไปพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อมุ่งขยายตลาดต่างประเทศให้กว้างขวางขึ้น1. ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา2. ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมนำ ICT มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม3. ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงานสำหรับการขยายตลาดไปยังตลาดต่างประเทศ4. ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้broadband internetส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้ใช้ ICT เพิ่มขึ้น1. จัดให้มีกลไก วิธีการถ่ายทอดและดูดซับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและเหมาะสมให้แก่SMEs2. สร้างแรงจูงใจให้เกิดกลุ่มพันธมิตร SMEs เพื่อจะร่วมกันนำ ICT ทั้งระบบมาใช้ประโยชน์ในการบริหารการจัดการธุรกิจ3. เร่งส่งเสริมและพัฒนา e-Business4. นำ ICT มาช่วยในการจัดการจัดการการทำธุรกิจ การสื่อสาร โดยเฉพาะการใช้supply chain management ในภาคอุตสาหกรรม5. พัฒนาผู้ประกอบการให้มีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ของการนำICT ที่เกิดจากอุตสาหกรรมภายในประเทศมาใช้ในธุรกิจ6. จัดทำฐานข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนและการให้บริการ7. พัฒนา SMEs Portal เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการ8. เสริมสร้างให้เกิดความเป็น entrepreneurshipนำ ICT มาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและการให้บริการของภาครัฐ1. ให้มีกระทรวงที่รับผิดชอบการวางแผน ส่งเสริม พัฒนา และดำเนินการด้าน ICT ของประเทศไทย2. ปฏิรูปการบริหารและการจัดการของหน่วยงานภาครัฐ โดยจัดตั้งโครงสร้างส่วนงานสนับสนุน CIO ปรับกฎระเบียบและวิธีบริหารราชการเพื่อใช้ประโยชน์จาก ICT และจัดสรรงบประมาณในการพัฒนา ICT อย่างมีประสิทธิภาพ3. พัฒนาฐานข้อมูลภาครัฐโดยกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวกับข้อมูลและการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้ทุกหน่วยงานแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีเอกภาพ4. จัดให้มีระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การบริหารจัดการทรัพยากร และการป้องกันภัยพิบัติ5. บริหารการใช้โครงข่ายสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัย6. พัฒนาบุคลากรภาครัฐ ทั้งด้าน ICT และด้านอื่นๆ รวมถึงการจัดตั้งสถาบัน e-Government สำหรับการพัฒนาความรู้ความสามารถด้าน ICT7. พัฒนาระบบการติดตามประเมินผลเพื่อประเมินผลสำเร็จและวิเคราะห์ปัญหาการพัฒนา ICT ของประเทศในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่เรียกว่า "Digital Economy" ความสำคัญของ ICT มีผลต่อการพัฒนาประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง สังเกตจากประเทศสิงคโปร์ที่เน้นการนำ ICT มาเป็นอาวุธพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ในเมืองไทยก็มีคนสนใจความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศค่อนข้างมาก ทั้งคนไอทีเอง และคนที่เราเรียกว่า Non-IT ที่ไม่ได้จบมาทางไอทีโดยตรง แต่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพโดยหันมาทำงานด้านไอที เพื่อให้เข้ากับยุค Digital Economy ดังนั้น ภาครัฐจึงควรให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรม โดยให้มีการฝึกอบรมด้านไอทีต่างๆ และเร่งดำเนินการจัดทำกลยุทธ์เพื่อให้แผน IT 2010 ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ อันจะช่วยให้การพัฒนาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริงประเด็นประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อบทบาทของผู้นำในยุคใหม่กล่าวได้ดังนี้จากการวิเคราะห์ SWOT ข้างต้นแล้วนั้นทำให้เราทราบถึงประโยชน์ รวมถึงความเป็นไปได้แห่งการพัฒนาสารสนเทศที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ดังนั้นผู้นำในฐานะผู้ดูแลรับผิดชอบที่จะนำมวลชนแห่งองค์กรที่ตนรับผิดชอบนั้นฝ่าวิกฤต อุปสรรค ให้ข้ามผ่านถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เนื่องจากประโยชน์ที่จะได้รับจากสิ่งเหล่านี้มีอยู่มากมายนัก โดยอาจสรุปได้ดังนี้ค่ะ1.ช่วยในการกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดภาระกิจ และการวางแผนการปฏิบัติงานที่ที่สอดคล้องต่อสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนมากมายในปัจจุบัน2 . ช่วยในการตัดสินใจที่จะต้องเลือกแนวทางหรือทางเลือกที่มีที่น่าจะให้ผลลัพธ์ดีสุดและมีปัญหาน้อยที่สุด ตลอดจนสามารถพยากรณ์สถานการณ์และปัญหาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ อีกทั้งเมื่อหากมีปัญหาเกิดขึ้นจริงก็สามารถใช้สารสนเทศที่สมบูรณ์ ทันสมัย และครบถ้วนมาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างฉับไวและทันการณ์3. ช่วยในการดำเนินการ ควบคุมหรือติดตามผลการปฏิบัติงานซึ่งควรจะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์และแผนงานต่าง ๆ ขององค์กรที่ผู้นำรับผิดชอบอยู่ประเด็นประโยชน์ของระบบสารสนเทศสำหรับประชาชนและประเทศชาติ กล่าวสรุปได้ดังนี้1. จะมีส่วนในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทำให้ความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้นเช่นในกรณีใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศหรือระบบไฟฟ้าภายในบ้าน2. ช่วยทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง3. ช่วยสร้างและกระจายโอกาสในการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมผู้อยู่ในถิ่นกันดารก็มีโอกาสเหมือนคนที่อยู่อาศัยในเมือง อาจจะเรียนรู้หรือรับทราบข่าวคราวได้อย่างรวดเร็ว4. ทำให้การอบรมมีประสิทธิภาพด้วยอุปกรณ์ประกอบการอบรมอย่างเช่น วีดีทัศน์ เครื่องฉายภาย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การคำนวณ การออกแบบต่างๆ5. ช่วยในการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การเก็บรวบรวมข้อมูลคุณภาพน้ำ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลที่เรียกว่า โทรมาตร6. ช่วยในการป้องกันประเทศในแง่การป้องกันภัย การเฝ้าระวัง และตอบโต้การโจมตีจากข้าศึก7. ช่วยในการผลิตในอุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรม ช่วยประหยัดทรัพยากร ทำให้ต้นทุนในผลิตต่ำลงได้ง่ายขึ้น และสามารถทำให้การสั่งซื้อและส่งมอบสินค้าเป็นได้ง่ายและสะดวก8. สารสนเทศอาจจะนำไปบูรณาการกับเทคโนโลยี่ด้านอื่น ๆ ได้อีกมาก เช่นกับนาโนเทคโนโลยี่ เพื่อผลิตสินค้าขนาดจิ๋วซึ่งต้องอาศัยความละเอียดละออและแม่นยำ การทำพืชและสัตว์จีเอ็มโอที่จะมีคุณภาพตามวัตถุประสงค์จำเพาะด้านเคมีและยา หรือการขยายพันธุ์ที่ต้องการจำนวนมาก ๆ ในเวลาอันสั้น
“อินเทอร์เน็ตกำลังผลักดันใหห้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของโลกที่เรียกว่า เศรษฐศาสตร์เครือข่าย (Network Economy) และเป็นระบบการค้าที่ไร้พรมแดน”กรีน สแปน ผู้ว่าการธนาคารสหรัฐฯ กระแสการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เป็นเงื่อนไขใหม่ของโลกที่ส่งผล กระทบกับสังคมไทย เทคโนโลยีสารสนเทศ กำลังเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนแห่งระบบ บทบาทขององค์การต้องปรับเปลี่ยน ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ มีความเข้าใจในการประสานด้านเทคโนโลยีกับการบริหารองค์การสมัยใหม่ ซึ่งเป็น การบริหารโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result-base Management) เพื่อประสิทธิภาพ ประสิทธิผลที่เป็นรูปธรรม และสามารถวัดได้ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ด้านเทคโนโลยี การเลือกสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่เอื้อต่อการวางแผนและการจัดการขององค์การ ประเทศไทยกับนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยความจำเป็นและกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคณะ กรรมาการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเพื่อการส่งเสริม เผย แพร่เทคโนโลยี จึงได้ประกาศใช้นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับแรกที่เรียกว่า IT – 2010 โดยได้จัดทำนโยบายไอที 2000 และเสนอภารกิจที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ 3 ประการ1. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ2. การลงทุนในด้านพัฒนาคุณภาพของพลเมือง3. การลงทุนในการบริหารและบริการภาครัฐที่ดีได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2539 โดยมีระยะเวลา 5 ปี และเพื่อเป็นการต่อเนื่องในเดือนตุลาคม 2544 จึงได้จัดทำแผนแม่บทด้านเทคโนโลยี สารสนเทศฉบับที่ 2 ซึ่งจะครอบคลุมกรอบเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2544-2553) หรือ IT-20101 ขึ้น โดยให้ความสำคัญกับบท บาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นการพัฒนาด้าน IT ใน 5 สาขา ได้แก่1. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาครัฐ (e- Government)2. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคอุตสาหกรรม (e-Industry)3. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศใน ภาคการพาณิชย์ (e-Commerce)4. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการศึกษา (e-Education)5. การพัฒนาเทคโนโลยี สารสนเทศในภาคสังคม (e-Society)และเพื่อให้เห็นถึงรูปธรรมที่ชัดเจนแห่งการกำหนดกลยุทธ์ตามแผนที่วางไว้ ดิฉันจะทำการวิเคราะห์ SWOT เพื่อพิจารณาถึงจุดดี –ด้อย รวมถึงโอกาสและความเป็นได้สู่การสร้างหรือการกำหนดกลยุทธ์ (Creation of Strategy) ในการแก้ไขและพัฒนาให้ประเทศชาติไปสู่เศรษฐกิจในสังคมโลกาภิวัตน์ อย่างเป็นรูปธรรม ในระยะ 10 ปีข้างหน้า ดังนี้ค่ะ1. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาครัฐ (e-Government) การปรับปรุงและพัฒนาระบบการปฏิบัติของ ภาครัฐโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายการสือสาร ในการจัดองค์การสมัยใหม่ เพื่อการบริหารและการบริการที่ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบบริหารภายใน (Back Office) และระบบบริการภายนอก (Front Office) เพื่อการนำ ไปสู่ Good Government โดยจัดทำแผนแม่บท และปรับปรุงในส่วนที่เกี่ยวข้องเช่นบุคลากร ระบบการบริหาร กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆจุดแข็ง (Strengths)- เป็นระบบที่ทันสมัย- เป็นระบบที่ให้บริการได้รวดเร็ว และสามารถลดขั้นตอนต่างๆในการทำธุรกรรมต่างๆผ่านระบบออนไลน์- สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้น และลดความกดดันให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ (Service Mind)- สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน เพื่อการประสานงานและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Match Maker)- สามารถตรวจสอบข้อมูลและทำธุรกรรมทางการเงิน โดยผ่านระบบธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดความยุ่งยากและสะดวกรวดเร็ว เป็นอีกช่องทางเลือกหนึ่งให้กับภาคประชาชนในการทำธุรกรรมต่างๆกับหน่วยงานภาครัฐ- สร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับหน่วยงานภาครัฐจุดอ่อน (Weaknesses)- เป็นระบบที่สร้างภาระในด้านงบประมาณให้กับหน่วยงานภาครัฐ การพัฒนาระบบ การบำรุงรักษาและการจ้างบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญและอื่นๆอีก- เป็นระบบที่มีความยุ่งยาก ซับซ้อนในการใช้งาน- การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานยังไม่มีความปลอดภัย- ขาดแคลนบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ- ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานกลางในการเชื่อมโยง และแปรข้อมูลระหว่างองค์กร- ยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทุกกลุ่ม- บุคลากรของภาครัฐยังขาดความรู้และความเข้าใจในการใช้ระบบ E-Commerceโอกาส (Opportunities)- แนวโน้มการใช้บริการเกี่ยวกับระบบ On-line ในประเทศไทยมีการใช้แพร่หลายมากขึ้น- เทคโนโลยีสารสนเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบ network ต่างๆ เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนมากขึ้น- ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน หันมาสนใจในการพัฒนา และการนำระบบ on-line มาพัฒนาเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารและการเชื่อมโยงมากขึ้นอุปสรรค (Threats)- ขาดการเชื่อมโยงอันเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกองค์กร- การติดขัดเนื่องจาก ข้อกำหนด กฎเกณฑ์ กฎหมายและนโยบายที่ซับซ้อนและขาดความชัดเจน- การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในการใช้ระบบ e-Government ยังไม่มีความครอบคลุมและทั่วถึง ทำให้ผู้รับบริการบางกลุ่มขาดความรู้ และความเข้าใจในการใช้ระบบอย่างถูกต้อง- ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณและบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ- ประชาชนยังขาดความเชื่อมั่น และความเข้าใจในการใช้ระบบ e-Government2. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการพาณิชย์ (e-Commerce) เป็นการส่งเสริมการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าภายในและระหว่างประเทศโดยการพัฒนาระบบความปลอดภัยในการชำระเงินบนเครือข่ายและเร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งโครสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพจุดแข็ง (Strengths)- วิสัยทัศน์ของผู้นำและผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับ ICT มากขึ้น- ภูมิประเทศของไทยซึ่งเป็นทั้ง gateway และศูนย์กลางการค้า- มีการลงทุนนำ ICT มาใช้ในงานด้านต่างๆ มากขึ้น สามารถก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์พื้นฐาน- ศักยภาพในการขยายตัวของตลาด ICT ของไทยจุดอ่อน (Weaknesses)- ประเทศไทยยังไม่ได้ปรับกฎระเบียบ กลไกที่เกื้อหนุนการเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) - ขาดพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษที่จะใช้งาน ICT ได้ดี- ขาดการสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ- การขาดความสามารถและประสบการณ์ด้านการจัดการ- บริษัทไอทีของไทยยังขาดความสามารถด้านการตลาดและการหาลูกค้ารายใหญ่- ขาดหน่วยงานดูแลด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของเครือข่ายในประเทศ- ความผันผวนของค่าเงินบาทส่งผลกระทบกับการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ- ขาดการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้บุคลากร ICT ของไทยให้ความสำคัญกับใบรับรองมาตรฐานคุณภาพโอกาส (Opportunities)- การพัฒนาด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้สินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดโลกได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง- การเปิดเผยข้อมูลด้านมาตรฐานของบริษัทข้ามชาติ- มีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนา ICT จากต่างประเทศ- ความต้องการด้านบริการโทรคมนาคมประเทศเพื่อนบ้านขยายตัว- การใช้ประโยชน์จากการรวมตัวของอาเซียน- ตลาดในประเทศใกล้เคียงมีโอกาสขยายตัวเพราะรายได้คนในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอุปสรรค์ (Threats)- การกีดกันทางการค้าในเวทีการค้าโลกด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี- ความล่าช้าในการกำหนดมาตรฐาน ICT ของโลก- ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อการถ่ายเททางวัฒนธรรมและการเงิน- ภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศในประเทศ (hacker cracker และ virus)- นโยบายประเทศเพื่อนบ้านทำให้เกิดความได้เปรียบมากกว่าประเทศไทย- การแข่งขันด้านการพัฒนา ICT ของประเทศเพื่อนบ้านก้าวหน้ากว่าไทย- การพัฒนาบุคลากรทางเทคโนโลยีที่มีคุณภาพได้มากขึ้นของประเทศเพื่อนบ้าน- ประเทศอื่นมีความก้าวหน้าและความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี และการตลาด- ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ มีผลกระทบต่อการกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจ ICT- นโยบายการค้าเสรีในตลาดโลก ทำให้เกิดการรุกรานทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว3. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคอุตสาหกรรม (e-Industry) การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในส่วนซอฟต์แวร์ ระบบโทรคมนาคมและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้มีศักยภาพ อีกทั้ง สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมรวมถึงการสร้างบุคลากรในภาค อุตสาหกรรมจุดแข็ง (Strength)- เริ่มมีการผ่านกฎหมายด้าน ICT- ภาครัฐและเอกชนไทย ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศเป็นอย่างมาก- มีหน่วยงานระดับชาติดำเนินการ/สนับสนุนนวัตกรรมด้าน ICT- คนไทยมีฝีมือประณีต ละเอียดอ่อน เป็นศักยภาพของการพัฒนาซอฟต์แวร์จุดอ่อน (Weaknesses)- การใช้จ่ายในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย ฟุ่มเฟือย ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่- ขาดความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กับ SME และระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน- ขาดปัจจัยต่างๆ ที่จะสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา และการนำผลการวิจัยและพัฒนา ไปใช้ในเชิงพาณิชย์- การกระจายโครงข่ายโทรคมนาคมไม่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพเพียงพอ- กฎหมายโดยรวมและกฎหมาย ICT ยังไม่ได้ปรับปรุงให้ครบถ้วนที่จะรองรับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี- การผลิตอาศัยวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก ขาดการส่งเสริมอุตสาหกรรมต้นน้ำ- นโยบายการลงทุน ICT ด้วยเงินร่วมทุนเบื้องต้น (Seed Money) และมาตรการส่งเสริมการลงทุนยังไม่เป็นรูปธรรม- ผู้ผลิตขาดความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของต่างประเทศ ขาดการประสานงานที่เป็นเครือข่ายทำให้การจัดซื้อปัจจัยต่างๆในการผลิตด้อยประสิทธิภาพ- คนไทยไม่เชื่อถือและให้การสนับสนุนคนไทยทำโครงการขนาดใหญ่- กระบวนการผลิต ICT ของไทยไม่ทันสมัย ทั้งด้านวิชาการ เครื่องมือการผลิต และขาดการให้ความสำคัญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา- ยังมิได้จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจแข่งขันเสรีที่เป็นธรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน- ขาดการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้บุคลากร ICT ของไทยให้ความสำคัญกับใบรับรองมาตรฐานคุณภาพ- แหล่งเงินทุนภายในประเทศยังไม่ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนา ICT ในประเทศโอกาส (Opportunities)- การขนส่งสินค้าโดยใช้ e-logistic มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาดโลก- อุตสาหกรรมการสื่อสารแบบไร้สาย และ broadband ได้รับความนิยมอย่างสูง- ผู้นำในภูมิภาคอาเซียนมีวิสัยทัศน์และเห็นความสำคัญของ ICT มากขึ้น- การเป็นพันธมิตรกับประเทศผู้นำด้าน ICT จะสร้างโอกาสในการกำหนดมาตรฐานและข้อตกลงระหว่างประเทศ- การเปิดเผยข้อมูลด้านมาตรฐานของบริษัทข้ามชาติอุปสรรค (Threats)- ความเสียเปรียบในเวทีการแข่งขันระหว่างประเทศ ของอุตสาหกรรมไทยที่ยังไม่มีความเข้มแข็ง- การเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศอินเดีย จีน ที่มีบุคลากรที่มีคุณภาพและค่าแรงต่ำ- ความล่าช้าในการกำหนดมาตรฐาน ICT ของโลก4. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการศึกษา (e-Education) เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้ ความสามารถในทุกระดับชั้น โดยเปิดโอกาสทางการเรียนรู้และส่งเสริมสนับสนุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ เครือข่ายการศึกษาและการสร้างฐานความรู้อีกทั้งยกระดับครูให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเตรียมความพร้อม ในการแข่งขันโลกปัจจุบันจุดแข็ง (Strengths)- การขยายตัวของผู้ประกอบการ- การจัดตั้ง CIO ของภาครัฐ- ความตื่นตัวด้าน ITเพิ่มขึ้น- การผลิตบุคลากร ITสายอาชีวศึกษา- โครงสร้างพื้นฐานกายภาพที่ดี- การพัฒนาโครงสร้างและหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน- มีจำนวนผู้จบการการศึกษาระดับอาชีวศึกษามาก สามารถเป็นพื้นฐานผู้ใช้ ICT ที่มีคุณภาพจุดอ่อน (Weaknesses)- ความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายโครงสร้างพื้นฐานสู่ชนบท- ขาดข้อมูลและการบริหารจัดการฐานข้อมูล- ความซ้ำ ซ้อนในการบริหารการลงทุน- ขาดการประสานงานภาครัฐ- ขาดการสนับสนุนด้านการตลาดจากภาครัฐ- ขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง- ขาดกลไกการฝึกอบรมและหลักสูตรต่อเนื่อง- หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน ยังไม่สนับสนุนให้เกิดการค้นคิดที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนา- พื้นฐานการศึกษาโดยเฉลี่ยของประชากรค่อนข้างต่ำ- อัตราของคุณวุฒิอาจารย์ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และเอกไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา- การเพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ บุคลากรสายวิชาชีพในการพัฒนาเป็นผู้ชำนาญการ ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย- ขาดแคลนเครื่องมือ ที่ทันสมัยและห้องปฏิบัติการมาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี- ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการยังขาดความเชื่อมโยงและยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโอกาส (Opportunities)- การขยายตัวทางเศรษฐกิจ แบบ Knowledge-Based Economyทำให้เกิดความต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะในวิชาชีพสูงโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี- นโยบายภาครัฐต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจแบบยั่งยืน ส่งผลให้สถานศึกษาต้องเข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนช่วยเหลือ- ทัศนคติที่ดีของผู้นำ ต่อ ICT- มีนโยบายและมาตรการ ICTที่ชัดเจนอุปสรรค (Threats)- การจัดการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีอุปกรณ์และห้องปฏิบัติการที่เพียงพอและมีมาตรฐาน- นโยบายการปรับลดของงบประมาณและภาวะวิกฤตเศรษฐกิจทำให้การพัฒนาและบำรุงรักษาอุปกรณ์และห้องปฏิบัติการ- ขาดความต่อเนื่องและไม่ได้มาตรฐานทางการศึกษา- นโยบายการปรับลดอัตรากำลังคนภาครัฐมีผลต่อการพัฒนาการศึกษา- ความเข้าใจต่อประโยชน์ ICTทั่วไปยังน้อย- หลักสูตรการศึกษาไม่เอื้อต่อทักษะ R&D- ขาดนโยบายสนับสนุน R&D- พื้นฐานการศึกษาของประชาชนอยู่ในระดับต่ำ5. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคสังคม (e-Society) เพื่อให้ประชากรมีความเท่าเทียมในการเข้าถึงสารสนเทศและเมขีดความสามารถในการเรียนรู้ของชุมชน ส่งเสริมการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 และกรอบนโยบาย IT-2010 นำมาสู่แผนแม่บทการ พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549 เป็นแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี โดย ศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติกับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและได้รับความเห็น ชอบจากคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในฐานะที่ผู้เขียนคลุกคลีอยู่ในวง การเทคโนโลยีก็ต้องขอแสดงความยินดีกับแผนแม่บทฉบับนี้โดยเฉพาะคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องเพราะมันเป็นแผน แม่บทที่กำหนดทิศทางในการพัฒนาปะรเทศ และกลยุทธ์ทั้ง 5 ด้านก็สอดคล้องกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เราจำเป็นต้อง เตรียมความพร้อมและมีแผนรองรับ ประการสำคัญเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นกลไกในการผลักดันให้ระบบการบรหาร และบริการขององค์การมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและบทบาทของประเทศไทยเวทีโลก แหล่งอ้างอิงจุดแข็ง (Strengths)- ภาครัฐและเอกชนไทย ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศเป็นอย่างมาก- มีหน่วยงานระดับชาติดำเนินการ/สนับสนุนนวัตกรรมด้าน ICT- มีการลงทุนนำ ICT มาใช้ในงานด้านต่างๆ มากขึ้น สามารถก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์พื้นฐานจุดอ่อน (Weaknesses)- การกระจายโครงข่ายโทรคมนาคมไม่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพเพียงพอ- ข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ- ขาดกลไกการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง- ยังมิได้จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจแข่งขันเสรีที่เป็นธรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน- แหล่งเงินทุนภายในประเทศยังไม่ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนา ICT ในประเทศโอกาส (Opportunities)- ผู้นำมีวิสัยทัศน์และเห็นความสำคัญของ ICT มากขึ้น- เริ่มมีการผ่านกฎหมายด้าน ICT- การพัฒนาประเทศไปสู่ knowledge-based society/economy (KBS/KBE)- การเป็นสังคมเปิดของประเทศไทยอุปสรรค (Threats)- การจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับ ICT ไม่ตรงตามความต้องการใช้งาน และขาดทิศทางที่ชัดเจน- ข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ- ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจและคุ้นเคยต่อ ICTการกำหนดกลยุทธ์ (Strategies)เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม ICT สู่ความเป็นเลิศในภูมิภาค1. พัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โดยความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน2. สร้างกลไกกระตุ้นการพัฒนา ICT3. พัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่ผลิตจากผู้ประกอบการในประเทศโดยใช้ตลาดภาครัฐเป็นตัวนำ4. พัฒนาระบบติดตามผลการทำงานของ SIPA (สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ)5. จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาบุคลากร ICT6. พัฒนาทักษะผู้ประกอบการและผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไทย7. พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการซอฟต์แวร์8. สนับสนุนให้มีศูนย์ทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ICT9. สนับสนุนภาคเอกชนลงทุนในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ต่อเนื่องซอฟต์แวร์10. เร่งรัดการยกร่างกฎหมาย ICTใช้ ICT เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายโทรคมนาคม2. ให้ใช้ประโยชน์จากกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน3. ใช้ประโยชน์จาก ICT เพื่อพัฒนาการศึกษา การเรียนการสอน4. ส่งเสริมการแปลหนังสือ เอกสาร จากภาษาต่างประเทศ5. ส่งเสริมการพัฒนาข้อมูลและความรู้ในการครองชีพและยกระดับคุณภาพสังคมของชุมชน6. ส่งเสริมบทบาทสื่อมวลชนในการเผยแพร่ความรู้ด้าน ICT7. ส่งเสริมให้องค์กรส่วนท้องถิ่นใช้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน8. พัฒนาและเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์9. สร้างความเชื่อมั่นต่อการนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ปฏิรูปและสร้างศักยภาพการวิจัยและพัฒนา ICT1.กำหนดนโยบายปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อพัฒนาหลักสูตรและแนวทางการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการคิดเชิงวิทยาศาสตร์2. สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรสนใจที่จะประกอบอาชีพวิจัย3. ให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินร่วมทุนเบื้องต้น (seed money) เพื่อสนับสนุนและจูงใจให้มีการลงทุน R&D ใน ICT4. กำหนดกลยุทธ์การส่งเสริม R&D ด้าน ICT ของไทย5. สนับสนุนการวิจัยคนคว้าเพื่อให้เกิดผลผลิตที่สามารถประยุกต์เป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์6. จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ7. การติดตามรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลด้าน ICT เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายกระดับศักยภาพพื้นฐานของสังคมไทยเพื่อการแข่งขันในอนาคต1. สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของ ICT ผ่านทางเครือข่ายสถาบันการศึกษาของทุกภูมิภาคและชุมชน2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนผลิตอุปกรณ์ ICT ที่มีคุณภาพและราคาประหยัด3. กระตุ้นให้สาธารณชนในวงกว้างเกิดความสนใจใน ICTและกิจกรรมอิเล็กทรอนิกส์4. พัฒนาบุคลากรในวิชาชีพอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนา ICT โดยทั่วไปพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อมุ่งขยายตลาดต่างประเทศให้กว้างขวางขึ้น1. ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา2. ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมนำ ICT มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม3. ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงานสำหรับการขยายตลาดไปยังตลาดต่างประเทศ4. ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้broadband internetส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้ใช้ ICT เพิ่มขึ้น1. จัดให้มีกลไก วิธีการถ่ายทอดและดูดซับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและเหมาะสมให้แก่SMEs2. สร้างแรงจูงใจให้เกิดกลุ่มพันธมิตร SMEs เพื่อจะร่วมกันนำ ICT ทั้งระบบมาใช้ประโยชน์ในการบริหารการจัดการธุรกิจ3. เร่งส่งเสริมและพัฒนา e-Business4. นำ ICT มาช่วยในการจัดการจัดการการทำธุรกิจ การสื่อสาร โดยเฉพาะการใช้supply chain management ในภาคอุตสาหกรรม5. พัฒนาผู้ประกอบการให้มีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ของการนำICT ที่เกิดจากอุตสาหกรรมภายในประเทศมาใช้ในธุรกิจ6. จัดทำฐานข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนและการให้บริการ7. พัฒนา SMEs Portal เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการ8. เสริมสร้างให้เกิดความเป็น entrepreneurshipนำ ICT มาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและการให้บริการของภาครัฐ1. ให้มีกระทรวงที่รับผิดชอบการวางแผน ส่งเสริม พัฒนา และดำเนินการด้าน ICT ของประเทศไทย2. ปฏิรูปการบริหารและการจัดการของหน่วยงานภาครัฐ โดยจัดตั้งโครงสร้างส่วนงานสนับสนุน CIO ปรับกฎระเบียบและวิธีบริหารราชการเพื่อใช้ประโยชน์จาก ICT และจัดสรรงบประมาณในการพัฒนา ICT อย่างมีประสิทธิภาพ3. พัฒนาฐานข้อมูลภาครัฐโดยกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวกับข้อมูลและการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้ทุกหน่วยงานแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีเอกภาพ4. จัดให้มีระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การบริหารจัดการทรัพยากร และการป้องกันภัยพิบัติ5. บริหารการใช้โครงข่ายสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัย6. พัฒนาบุคลากรภาครัฐ ทั้งด้าน ICT และด้านอื่นๆ รวมถึงการจัดตั้งสถาบัน e-Government สำหรับการพัฒนาความรู้ความสามารถด้าน ICT7. พัฒนาระบบการติดตามประเมินผลเพื่อประเมินผลสำเร็จและวิเคราะห์ปัญหาการพัฒนา ICT ของประเทศในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่เรียกว่า "Digital Economy" ความสำคัญของ ICT มีผลต่อการพัฒนาประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง สังเกตจากประเทศสิงคโปร์ที่เน้นการนำ ICT มาเป็นอาวุธพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ในเมืองไทยก็มีคนสนใจความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศค่อนข้างมาก ทั้งคนไอทีเอง และคนที่เราเรียกว่า Non-IT ที่ไม่ได้จบมาทางไอทีโดยตรง แต่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพโดยหันมาทำงานด้านไอที เพื่อให้เข้ากับยุค Digital Economy ดังนั้น ภาครัฐจึงควรให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรม โดยให้มีการฝึกอบรมด้านไอทีต่างๆ และเร่งดำเนินการจัดทำกลยุทธ์เพื่อให้แผน IT 2010 ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ อันจะช่วยให้การพัฒนาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริงประเด็นประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อบทบาทของผู้นำในยุคใหม่กล่าวได้ดังนี้จากการวิเคราะห์ SWOT ข้างต้นแล้วนั้นทำให้เราทราบถึงประโยชน์ รวมถึงความเป็นไปได้แห่งการพัฒนาสารสนเทศที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ดังนั้นผู้นำในฐานะผู้ดูแลรับผิดชอบที่จะนำมวลชนแห่งองค์กรที่ตนรับผิดชอบนั้นฝ่าวิกฤต อุปสรรค ให้ข้ามผ่านถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เนื่องจากประโยชน์ที่จะได้รับจากสิ่งเหล่านี้มีอยู่มากมายนัก โดยอาจสรุปได้ดังนี้ค่ะ1.ช่วยในการกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดภาระกิจ และการวางแผนการปฏิบัติงานที่ที่สอดคล้องต่อสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนมากมายในปัจจุบัน2 . ช่วยในการตัดสินใจที่จะต้องเลือกแนวทางหรือทางเลือกที่มีที่น่าจะให้ผลลัพธ์ดีสุดและมีปัญหาน้อยที่สุด ตลอดจนสามารถพยากรณ์สถานการณ์และปัญหาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ อีกทั้งเมื่อหากมีปัญหาเกิดขึ้นจริงก็สามารถใช้สารสนเทศที่สมบูรณ์ ทันสมัย และครบถ้วนมาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างฉับไวและทันการณ์3. ช่วยในการดำเนินการ ควบคุมหรือติดตามผลการปฏิบัติงานซึ่งควรจะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์และแผนงานต่าง ๆ ขององค์กรที่ผู้นำรับผิดชอบอยู่ประเด็นประโยชน์ของระบบสารสนเทศสำหรับประชาชนและประเทศชาติ กล่าวสรุปได้ดังนี้1. จะมีส่วนในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทำให้ความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้นเช่นในกรณีใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศหรือระบบไฟฟ้าภายในบ้าน2. ช่วยทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง3. ช่วยสร้างและกระจายโอกาสในการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมผู้อยู่ในถิ่นกันดารก็มีโอกาสเหมือนคนที่อยู่อาศัยในเมือง อาจจะเรียนรู้หรือรับทราบข่าวคราวได้อย่างรวดเร็ว4. ทำให้การอบรมมีประสิทธิภาพด้วยอุปกรณ์ประกอบการอบรมอย่างเช่น วีดีทัศน์ เครื่องฉายภาย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การคำนวณ การออกแบบต่างๆ5. ช่วยในการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การเก็บรวบรวมข้อมูลคุณภาพน้ำ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลที่เรียกว่า โทรมาตร6. ช่วยในการป้องกันประเทศในแง่การป้องกันภัย การเฝ้าระวัง และตอบโต้การโจมตีจากข้าศึก7. ช่วยในการผลิตในอุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรม ช่วยประหยัดทรัพยากร ทำให้ต้นทุนในผลิตต่ำลงได้ง่ายขึ้น และสามารถทำให้การสั่งซื้อและส่งมอบสินค้าเป็นได้ง่ายและสะดวก8. สารสนเทศอาจจะนำไปบูรณาการกับเทคโนโลยี่ด้านอื่น ๆ ได้อีกมาก เช่นกับนาโนเทคโนโลยี่ เพื่อผลิตสินค้าขนาดจิ๋วซึ่งต้องอาศัยความละเอียดละออและแม่นยำ การทำพืชและสัตว์จีเอ็มโอที่จะมีคุณภาพตามวัตถุประสงค์จำเพาะด้านเคมีและยา หรือการขยายพันธุ์ที่ต้องการจำนวนมาก ๆ ในเวลาอันสั้น
บทบาท ICT กับการเรียนรู้.... ICT
คือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปัจจุบันพัฒนาการทางเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการประยุกต์ใช้งานอย่างกว้างขวาง คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้เข้ามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมสามารถประมวลผลข้อมูลข่าวสารได้เร็ว และสื่อสารกันได้สะดวก เทคโนโลยีดังกล่าวจึงเรียกรวมว่า ICT - Information and Communication Technology ไอซีที มีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะการประยุกต์ในระบบการศึกษา ความหมาย ICT ICT ย่อมาจาก “Information and Communication Technology” หมายถึง “ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” เทคโนโลยีสำหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ง แปลง จัดเก็บ ประมวลผล และค้นคืนสารสนเทศ I ย่อมาจากคำว่า Information คือ ระบบสารสนเทศ C ย่อมาจากคำว่า Communication คือ การสื่อสาร T ย่อมาจากคำว่า Technology คือ เทคโนโลยี ในที่นี้คือ คอมพิวเตอร์ความสำคัญของ ICT การใช้ ICT ในการจัดการเรียนรู้ ความหมายโดยรวม หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้จัดการสารสนเทศ การสื่อสาร เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างงาน การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ ซึ่งรวมไปถึงการให้บริการ การใช้ และการดูแลข้อมูล พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยให้ความสำคัญ กับผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อรองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ให้ความสำคัญสูงสุดในกระบวนการการปฏิรูปการเรียนรู้ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และรู้จักแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง การปฏิบัติให้คิดเป็น ทำเป็น ปลูกฝังคุณธรรมในทุกวิชา มีเป้าหมายให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขอย่างแท้จริง ปัจจุบันพบว่ากระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความสำคัญเรื่อง ICT จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ในแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2550 – 2554 ดังนี้ “ผู้เรียน ผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา และประชาชน ใช้ประโยชน์จาก ICT ในการเข้าถึงบริการทางการศึกษา ได้เต็มศักยภาพ อย่างมีจริยธรรม มีสมรรถนะทาง ICT ตามมาตรฐาน สากล” เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม
ลักษณะการใช้ ICT · การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต· การนำข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน· การสร้างแหล่งข้อมูลด้วยตนเองบทบาทของสถานศึกษาในการใช้ ICT เพื่อจัดการเรียนรู้ บทบาทของสถานศึกษา 1. กำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันด้าน ICT 2. จัดทำหลักสูตร/จัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพความต้องการด้าน ICT 3. ผู้บริหารมีความมุ่งมั่น และมีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 4. สนับสนุนครู และบุคลากรทางการศึกษาได้มีโอกาสเข้าถึงการใช้งาน ICT อย่างทั่วถึง 5. ปรับบทบาทและวิธีการสอนของครูสถานศึกษาที่มุ่งหวังจะนำ ICT มาใช้ในการเรียนการสอนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องต่อไปนี้ 1. มีความร่วมมือระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้สอน 2. ติดต่อกับแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทั้งในและนอกโรงเรียน สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เชื่อมโยงโรงเรียนเข้ากับชุมชน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3. จัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ 4. ขจัดปัญหาเรื่องพรมแดน สถานที่และเวลา 5. นำศักยภาพของสื่อ ICT มาช่วยเสริมกระบวนการเรียนรู้ความสำเร็จในการใช้ ICT ในการเรียนรู้ 1. ผู้เรียน : จะต้องมีทักษะพื้นฐานในการใช้ ICT เพื่อการเรียนรู้ 2. หลักสูตร : จะต้องมีการสอดแทรก ICT เข้าในกิจกรรมการเรียนการสอนและส่งเสริมให้เกิดการคิด วิเคราะห์ และการสร้างองค์ความรู้ 3. ผู้สอน/ผู้บริหาร : จะต้องมีทักษะพื้นฐาน และสามารถนำ ICT ไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียนการ สอน 4. เทคโนโลยี : เลือกใช้เทคโนโลยีได้สอดคล้อง และเหมาะสมกับผู้เรียนดังนั้น การจะพัฒนาประเทศให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจำเป็นที่จะต้องมีการส่งเสริม พัฒนาโครงสร้าง ICT ให้ครอบคลุมทั่วทุกภาค ทั้งเขตเมือง และชนบท รวมทั้งการส่งเสริมการใช้ ICT ของประชากร ทั้งในการดำรงชีวิต และในการทำงาน ซึ่งจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องศึกษา และหาวิธีการที่จะกระตุ้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ของการใช้ ICT
คือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปัจจุบันพัฒนาการทางเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการประยุกต์ใช้งานอย่างกว้างขวาง คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้เข้ามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมสามารถประมวลผลข้อมูลข่าวสารได้เร็ว และสื่อสารกันได้สะดวก เทคโนโลยีดังกล่าวจึงเรียกรวมว่า ICT - Information and Communication Technology ไอซีที มีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะการประยุกต์ในระบบการศึกษา ความหมาย ICT ICT ย่อมาจาก “Information and Communication Technology” หมายถึง “ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” เทคโนโลยีสำหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ง แปลง จัดเก็บ ประมวลผล และค้นคืนสารสนเทศ I ย่อมาจากคำว่า Information คือ ระบบสารสนเทศ C ย่อมาจากคำว่า Communication คือ การสื่อสาร T ย่อมาจากคำว่า Technology คือ เทคโนโลยี ในที่นี้คือ คอมพิวเตอร์ความสำคัญของ ICT การใช้ ICT ในการจัดการเรียนรู้ ความหมายโดยรวม หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้จัดการสารสนเทศ การสื่อสาร เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างงาน การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ ซึ่งรวมไปถึงการให้บริการ การใช้ และการดูแลข้อมูล พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยให้ความสำคัญ กับผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อรองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ให้ความสำคัญสูงสุดในกระบวนการการปฏิรูปการเรียนรู้ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และรู้จักแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง การปฏิบัติให้คิดเป็น ทำเป็น ปลูกฝังคุณธรรมในทุกวิชา มีเป้าหมายให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขอย่างแท้จริง ปัจจุบันพบว่ากระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความสำคัญเรื่อง ICT จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ในแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2550 – 2554 ดังนี้ “ผู้เรียน ผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา และประชาชน ใช้ประโยชน์จาก ICT ในการเข้าถึงบริการทางการศึกษา ได้เต็มศักยภาพ อย่างมีจริยธรรม มีสมรรถนะทาง ICT ตามมาตรฐาน สากล” เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม
ลักษณะการใช้ ICT · การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต· การนำข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน· การสร้างแหล่งข้อมูลด้วยตนเองบทบาทของสถานศึกษาในการใช้ ICT เพื่อจัดการเรียนรู้ บทบาทของสถานศึกษา 1. กำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันด้าน ICT 2. จัดทำหลักสูตร/จัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพความต้องการด้าน ICT 3. ผู้บริหารมีความมุ่งมั่น และมีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 4. สนับสนุนครู และบุคลากรทางการศึกษาได้มีโอกาสเข้าถึงการใช้งาน ICT อย่างทั่วถึง 5. ปรับบทบาทและวิธีการสอนของครูสถานศึกษาที่มุ่งหวังจะนำ ICT มาใช้ในการเรียนการสอนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องต่อไปนี้ 1. มีความร่วมมือระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้สอน 2. ติดต่อกับแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทั้งในและนอกโรงเรียน สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เชื่อมโยงโรงเรียนเข้ากับชุมชน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3. จัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ 4. ขจัดปัญหาเรื่องพรมแดน สถานที่และเวลา 5. นำศักยภาพของสื่อ ICT มาช่วยเสริมกระบวนการเรียนรู้ความสำเร็จในการใช้ ICT ในการเรียนรู้ 1. ผู้เรียน : จะต้องมีทักษะพื้นฐานในการใช้ ICT เพื่อการเรียนรู้ 2. หลักสูตร : จะต้องมีการสอดแทรก ICT เข้าในกิจกรรมการเรียนการสอนและส่งเสริมให้เกิดการคิด วิเคราะห์ และการสร้างองค์ความรู้ 3. ผู้สอน/ผู้บริหาร : จะต้องมีทักษะพื้นฐาน และสามารถนำ ICT ไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียนการ สอน 4. เทคโนโลยี : เลือกใช้เทคโนโลยีได้สอดคล้อง และเหมาะสมกับผู้เรียนดังนั้น การจะพัฒนาประเทศให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจำเป็นที่จะต้องมีการส่งเสริม พัฒนาโครงสร้าง ICT ให้ครอบคลุมทั่วทุกภาค ทั้งเขตเมือง และชนบท รวมทั้งการส่งเสริมการใช้ ICT ของประชากร ทั้งในการดำรงชีวิต และในการทำงาน ซึ่งจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องศึกษา และหาวิธีการที่จะกระตุ้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ของการใช้ ICT
พ่อแม่ควรใกล้ชิดลูกแก้ปัญหา ติดเน็ต ติดเกม ช่วงปิดเทอม
ต้องยอมรับว่าปัญหาเด็ก และเยาวชนไทยติดอินเทอร์เน็ต และเกม เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และเครือข่ายผู้ปกครอง พยายามแก้ไขกันมาต่อเนื่อง หลังจากที่มีข่าวเกี่ยวกับภัยจากสื่อออนไลน์ หรืออาชญากรรมอื่นๆ ใช้ความรุนแรง ถูกนำเสนอตามสื่อต่างๆ ไม่เว้นในแต่ละวัน อาทิ การใช้เว็บไซต์ไฮไฟว์ล่อลวงเด็ก และวัยรุ่นชาย-หญิง ไปล่วงละเมิดทางเพศ หรือข่มขืนกระทำชำเรา แล้วถ่ายรูปไว้แบล็กเมล์เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย การเปิดเว็บไซต์เพื่อขายยาเสพติด ยาทำแท้ง การพนัน และการโพสรูปภาพลามก อนาจาร หรือคลิปหลุดต่างๆ
จากปัญหาเหล่านี้ กลายมาเป็นความความห่วงใยของ นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้สั่งกำชับให้ ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ติดตามเฝ้าระวังปัญหาเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียน เกี่ยวกับการติดเกม สื่อลามก ให้เข้มข้นขึ้นจากที่มีความเข้มข้นอยู่แล้ว รวมทั้งยังขอให้ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไปที่พบเห็นปัญหาเยาวชน ได้ร่วมกันเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสมาทางเว็บไซต์ www.me.in.th เพื่อไม่ให้เยาวชนไทยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าว นายประวิทย์ หลักบุญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 4 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 4 ได้กำชับผู้บริหารสถานศึกษา ระมัดระวังในปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียน อาทิ การล่อลวง ต้มตุ๋นผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยให้ทุกคนได้ชี้แจงถึงเล่ห์เหลี่ยม การล่อลวงทางสื่ออินเทอร์เน็ตให้นักเรียนได้รับทราบ และแนะแนวทางป้องกันให้กับนักเรียน เพราะขณะนี้ โรงเรียนส่วนมากมีการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ การรับ-ส่งอีเมล์ โดยหากนักเรียนใช้ไปในทางไม่ถูกต้อง อาจเป็นภัยแก่ตัวเองทั้งชีวิต ทรัพย์สิน
นางสาวกรกนก สำเนากลาง ผู้ประสานงาน ศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี มูลนิธิกระจกเงา อธิบายถึงปัญหาภัยออนไลน์ในช่วงปิดเทอมว่า ช่วงปิดเทอมใหญ่ฤดูร้อนเป็นเวลาที่ เด็กและเยาวชนมีโอกาสหายออกไปจากบ้านได้ เนื่องจากมีเวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตนานขึ้น แต่ส่วนมากจะหนีไปอยู่ที่ร้านเกม ไม่กลับบ้านจนกว่าเงินจะหมด แต่เท่าที่สำรวจ 3 เดือนที่มากมีเด็กหายไม่ถึง 10 รายจากปัญหานี้ ส่วนปัญหาการล่อลวงผ่านโปรแกรมแชท หรือเว็บไซต์ไฮไฟว์ ส่วนมากจะเป็นการตามไปกับเพื่อนๆ มากกว่า การถูกล่อลวงไปข่มขืน แต่บางรายก็หายออกจากบ้านแบบเต็มใจกับผู้ชายมากหน้าหลายตา
ผู้ประสานงาน ศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี อธิบายต่อว่า คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองในการดูแลบุตร หลานในช่วงปิดเทอม เพื่อให้เด็กและเยาวชนปลอดภัยจากการถูกล่อลวง หรือหายออกไปจากบ้าน พ่อแม่ต้องพูดคุยกับลูกมากขึ้น ที่ผ่านมาพ่อแม่อาจไม่มีเวลาดูแลลูก เพราะต้องทำงาน แต่ช่วงเช้าก่อนไปทำงานควรมีเวลาพูดคุยกับลูก หากลูกจะออกไปนอกบ้าน ควรถามว่านัดใคร ไปกับเพื่อนกลุ่มไหน หากลูกเล่นเกม หรืออินเทอร์เน็ต ต้องจัดแบ่งเวลาเล่น และกิจกรรมอื่นๆ ด้วย พ่อแม่ต้องปรับตัวเข้าหาเด็ก การพูดคุยในลักษณะเหมือนเพื่อน ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือ ดุด่า ใช้เหตุผลและความเข้าใจ และต้องให้เด็กระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวผู้อื่น เช่น อีเมล์ หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งระวังตัวในการไปพบเพื่อน ไม่ควรให้ไปคนเดียว
ด้าน นางศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และเว็บไซต์ไทยฮอตไลน์ดอทโออาร์จี ให้ความเห็นถึงภัยออนไลน์ในช่วงปิดเทอมว่า จากที่ได้พูดคุยกับเครือข่าวผู้ปกครองทั่วประเทศ ยอมรับว่าช่วงปิดเทอมเด็ก และเยาวชน เล่นเกมมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมีเวลาว่างอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน โดยที่ไม่มีคนดูแล เนื่องจากผู้ปกครองต้องออกนอกบ้านไปทำงาน โดยช่วงปิดเทอมยิ่งต้องเอาใจใส่ และจับตาดูบุตรหลานมากขึ้น รวมทั้งต้องวางแผนจัดกิจกรรมให้กับลูก เพราะเมื่อเด็กไม่มีอะไรทำ เขาจะไปเล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ควรจัดตารางเรียนพิเศษ หรือพาไปเข้าค่ายกิจกรรมอื่นๆ บ้าง
ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย อธิบายอีกว่า การดุด่า หรือจับผิดลูกไม่มีประโยชน์ พ่อแม่ต้องทำการบ้านหาข้อมูลที่เรียนพิเศษ หรือกิจกรรม ค่ายเยาวชน อาทิ ค่ายศิลปะ ค่ายอบรมถ่ายภาพ หรือเขียนโปรแกรมแอนิเมชัน แต่ต้องไม่ลืมว่าการเรียนมากๆ ทำให้เด็กเครียดต้องมีกิจกรรมบันเทิง เพื่อผ่อนคลาย รวมถึงการพาไปเยี่ยมญาติ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย โดยการให้จัดตารางเวลาช่วงปิดเทอม จะเป็นการฝึกให้บุตร หลานได้ทำงานตามเป้าหมาย ช่วยในการบริหารเวลา ที่ผ่านมาพ่อแม่จำนวนไม่น้อยใช้เงินเลี้ยงลูก ทิ้งเงินก้อนใหญ่ให้ลูกใช้จ่าย ตรงนี้ก็ทำให้เด็กมีพฤติกรรมใช้จ่ายเกินตัวด้วย
นางศรีดา อธิบายเพิ่มเติมว่า หรือบางรายฝากลูกไว้กับร้านเกม ก็ทำให้เล็กติดเกมอีก เนื่องจากน้านก็ต้องการให้เด็กเล่นนานๆ เห็นได้จากอุปกรณ์อำนวยความสะดวก บริการน้ำ อาหาร แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรวางใจฝากลูกให้คนอื่นดูแล ส่วนภายในบ้านต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม อาทิ การจัดโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ไว้กลางบ้าน ในจุดที่คนมองเห็นง่าย ไม่ใช้เวลากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป ทั้งนี้แทนที่จะจ่ายเงินเพื่อความบันเทิง แต่นำเงินส่วนนั้นมาสมัครค่ายอบรมต่างๆ ในช่วงปิดเทอมให้ลูกจะดีกว่า อย่างน้อยเขาสามารถนำความรู้จากการอบรมมาใช้ชีวิตประจำวันได้
ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นโอกาสทองของเด็กๆ ที่จะได้พักผ่อนหลังจากคร่ำเคร่งกับการเรียนมาตลอดปี แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องระวัง และเอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน จะฝากความหวังให้รัฐบาล หรือ โรงเรียนดูแลตลอดไปไม่ได้ เพราะครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในการอบรม และให้ความรัก ความอบอุ่น การเอาใจใส่และพยายามพูดคุยกับบุตรหลาน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ จะช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจและรู้จักเพื่อน และสังคมของลูก อันจะทำให้เราป้องกันภัยออนไลน์ต่างๆ ที่หวังจะเข้ามาล่อลวง หรือ หลอกให้บุตรหลานไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้ ดังนั้น ยังไม่สายที่ทุกครอบครัวจะหันหน้าเข้ามาพูดคุยกัน และหากิจกรรมให้กับเด็กและครอบครัวใช้เวลาร่วมกัน มากกว่าปล่อยให้ลูกเล่นเกมทั้งวัน แล้วกลายเป็นเด็กติดเกมที่แก้ไขยากในอนาคต...
บมความจาก : ไทยรัฐ
ต้องยอมรับว่าปัญหาเด็ก และเยาวชนไทยติดอินเทอร์เน็ต และเกม เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และเครือข่ายผู้ปกครอง พยายามแก้ไขกันมาต่อเนื่อง หลังจากที่มีข่าวเกี่ยวกับภัยจากสื่อออนไลน์ หรืออาชญากรรมอื่นๆ ใช้ความรุนแรง ถูกนำเสนอตามสื่อต่างๆ ไม่เว้นในแต่ละวัน อาทิ การใช้เว็บไซต์ไฮไฟว์ล่อลวงเด็ก และวัยรุ่นชาย-หญิง ไปล่วงละเมิดทางเพศ หรือข่มขืนกระทำชำเรา แล้วถ่ายรูปไว้แบล็กเมล์เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย การเปิดเว็บไซต์เพื่อขายยาเสพติด ยาทำแท้ง การพนัน และการโพสรูปภาพลามก อนาจาร หรือคลิปหลุดต่างๆ
จากปัญหาเหล่านี้ กลายมาเป็นความความห่วงใยของ นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้สั่งกำชับให้ ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ติดตามเฝ้าระวังปัญหาเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียน เกี่ยวกับการติดเกม สื่อลามก ให้เข้มข้นขึ้นจากที่มีความเข้มข้นอยู่แล้ว รวมทั้งยังขอให้ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไปที่พบเห็นปัญหาเยาวชน ได้ร่วมกันเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสมาทางเว็บไซต์ www.me.in.th เพื่อไม่ให้เยาวชนไทยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าว นายประวิทย์ หลักบุญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 4 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 4 ได้กำชับผู้บริหารสถานศึกษา ระมัดระวังในปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียน อาทิ การล่อลวง ต้มตุ๋นผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยให้ทุกคนได้ชี้แจงถึงเล่ห์เหลี่ยม การล่อลวงทางสื่ออินเทอร์เน็ตให้นักเรียนได้รับทราบ และแนะแนวทางป้องกันให้กับนักเรียน เพราะขณะนี้ โรงเรียนส่วนมากมีการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ การรับ-ส่งอีเมล์ โดยหากนักเรียนใช้ไปในทางไม่ถูกต้อง อาจเป็นภัยแก่ตัวเองทั้งชีวิต ทรัพย์สิน
นางสาวกรกนก สำเนากลาง ผู้ประสานงาน ศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี มูลนิธิกระจกเงา อธิบายถึงปัญหาภัยออนไลน์ในช่วงปิดเทอมว่า ช่วงปิดเทอมใหญ่ฤดูร้อนเป็นเวลาที่ เด็กและเยาวชนมีโอกาสหายออกไปจากบ้านได้ เนื่องจากมีเวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตนานขึ้น แต่ส่วนมากจะหนีไปอยู่ที่ร้านเกม ไม่กลับบ้านจนกว่าเงินจะหมด แต่เท่าที่สำรวจ 3 เดือนที่มากมีเด็กหายไม่ถึง 10 รายจากปัญหานี้ ส่วนปัญหาการล่อลวงผ่านโปรแกรมแชท หรือเว็บไซต์ไฮไฟว์ ส่วนมากจะเป็นการตามไปกับเพื่อนๆ มากกว่า การถูกล่อลวงไปข่มขืน แต่บางรายก็หายออกจากบ้านแบบเต็มใจกับผู้ชายมากหน้าหลายตา
ผู้ประสานงาน ศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี อธิบายต่อว่า คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองในการดูแลบุตร หลานในช่วงปิดเทอม เพื่อให้เด็กและเยาวชนปลอดภัยจากการถูกล่อลวง หรือหายออกไปจากบ้าน พ่อแม่ต้องพูดคุยกับลูกมากขึ้น ที่ผ่านมาพ่อแม่อาจไม่มีเวลาดูแลลูก เพราะต้องทำงาน แต่ช่วงเช้าก่อนไปทำงานควรมีเวลาพูดคุยกับลูก หากลูกจะออกไปนอกบ้าน ควรถามว่านัดใคร ไปกับเพื่อนกลุ่มไหน หากลูกเล่นเกม หรืออินเทอร์เน็ต ต้องจัดแบ่งเวลาเล่น และกิจกรรมอื่นๆ ด้วย พ่อแม่ต้องปรับตัวเข้าหาเด็ก การพูดคุยในลักษณะเหมือนเพื่อน ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือ ดุด่า ใช้เหตุผลและความเข้าใจ และต้องให้เด็กระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวผู้อื่น เช่น อีเมล์ หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งระวังตัวในการไปพบเพื่อน ไม่ควรให้ไปคนเดียว
ด้าน นางศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และเว็บไซต์ไทยฮอตไลน์ดอทโออาร์จี ให้ความเห็นถึงภัยออนไลน์ในช่วงปิดเทอมว่า จากที่ได้พูดคุยกับเครือข่าวผู้ปกครองทั่วประเทศ ยอมรับว่าช่วงปิดเทอมเด็ก และเยาวชน เล่นเกมมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมีเวลาว่างอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน โดยที่ไม่มีคนดูแล เนื่องจากผู้ปกครองต้องออกนอกบ้านไปทำงาน โดยช่วงปิดเทอมยิ่งต้องเอาใจใส่ และจับตาดูบุตรหลานมากขึ้น รวมทั้งต้องวางแผนจัดกิจกรรมให้กับลูก เพราะเมื่อเด็กไม่มีอะไรทำ เขาจะไปเล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ควรจัดตารางเรียนพิเศษ หรือพาไปเข้าค่ายกิจกรรมอื่นๆ บ้าง
ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย อธิบายอีกว่า การดุด่า หรือจับผิดลูกไม่มีประโยชน์ พ่อแม่ต้องทำการบ้านหาข้อมูลที่เรียนพิเศษ หรือกิจกรรม ค่ายเยาวชน อาทิ ค่ายศิลปะ ค่ายอบรมถ่ายภาพ หรือเขียนโปรแกรมแอนิเมชัน แต่ต้องไม่ลืมว่าการเรียนมากๆ ทำให้เด็กเครียดต้องมีกิจกรรมบันเทิง เพื่อผ่อนคลาย รวมถึงการพาไปเยี่ยมญาติ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย โดยการให้จัดตารางเวลาช่วงปิดเทอม จะเป็นการฝึกให้บุตร หลานได้ทำงานตามเป้าหมาย ช่วยในการบริหารเวลา ที่ผ่านมาพ่อแม่จำนวนไม่น้อยใช้เงินเลี้ยงลูก ทิ้งเงินก้อนใหญ่ให้ลูกใช้จ่าย ตรงนี้ก็ทำให้เด็กมีพฤติกรรมใช้จ่ายเกินตัวด้วย
นางศรีดา อธิบายเพิ่มเติมว่า หรือบางรายฝากลูกไว้กับร้านเกม ก็ทำให้เล็กติดเกมอีก เนื่องจากน้านก็ต้องการให้เด็กเล่นนานๆ เห็นได้จากอุปกรณ์อำนวยความสะดวก บริการน้ำ อาหาร แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรวางใจฝากลูกให้คนอื่นดูแล ส่วนภายในบ้านต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม อาทิ การจัดโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ไว้กลางบ้าน ในจุดที่คนมองเห็นง่าย ไม่ใช้เวลากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป ทั้งนี้แทนที่จะจ่ายเงินเพื่อความบันเทิง แต่นำเงินส่วนนั้นมาสมัครค่ายอบรมต่างๆ ในช่วงปิดเทอมให้ลูกจะดีกว่า อย่างน้อยเขาสามารถนำความรู้จากการอบรมมาใช้ชีวิตประจำวันได้
ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นโอกาสทองของเด็กๆ ที่จะได้พักผ่อนหลังจากคร่ำเคร่งกับการเรียนมาตลอดปี แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องระวัง และเอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน จะฝากความหวังให้รัฐบาล หรือ โรงเรียนดูแลตลอดไปไม่ได้ เพราะครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในการอบรม และให้ความรัก ความอบอุ่น การเอาใจใส่และพยายามพูดคุยกับบุตรหลาน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ จะช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจและรู้จักเพื่อน และสังคมของลูก อันจะทำให้เราป้องกันภัยออนไลน์ต่างๆ ที่หวังจะเข้ามาล่อลวง หรือ หลอกให้บุตรหลานไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้ ดังนั้น ยังไม่สายที่ทุกครอบครัวจะหันหน้าเข้ามาพูดคุยกัน และหากิจกรรมให้กับเด็กและครอบครัวใช้เวลาร่วมกัน มากกว่าปล่อยให้ลูกเล่นเกมทั้งวัน แล้วกลายเป็นเด็กติดเกมที่แก้ไขยากในอนาคต...
บมความจาก : ไทยรัฐ
ปกป้องเด็กจากภัยโลกออนไลน์ หน้าที่ใครต้องรับผิดชอบ
หลังจากที่ IT Digest ได้นำเสนอกิจกรรมของเว็บไซต์ ไทยฮอตไลน์ดอทโออาร์จี (http://www.thaihotline.org/) มาต่อเนื่องจนเพิ่งเปิดตัว และประกาศการถึงดำเนินงานอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2552 ที่ผ่านมา คงต้องชมเชย และสนับสนุนมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ในฐานะผู้ดำเนินงานหลักที่มีความตั้งใจ เป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากในยุคที่มีการหลอมรวมทางเทคโนโลยี เนื้อหาดิจิตอลบนโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน การเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตราย ผิดกฎหมาย มีมากตามไปด้วย แม้จะมีกฎหมายหลายฉบับที่ใช้ในการกำกับดูแล แต่ยังขาดการตีความที่ชัดเจนว่าเนื้อหาแบบใดที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม หรือต้องห้าม ดังนั้น การที่ภาคเอกชนมาร่วมกันแก้ปัญหาการนำข้อมูลที่เป็นอันตรายเข้าสู่ระบบ ผ่านกลไกการแจ้ง และประสานงานระหว่างสมาชิกในลักษณะสายด่วนรับแจ้งเหตุเว็บไม่เหมาะสม จึงเป็นเรื่องดีที่น่าสนับสนุน เพื่อช่วยกันปกป้องสิ่งไม่ดีบนโลกออนไลน์ การล่อลวง หรือการล่วงละเมิดทางเพศ และแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชน แต่นอกจากเว็บไซต์ไทยฮอตไลน์ที่กล่าวไปแล้ว ยังมีทางอื่นอีกไหมที่ไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องราว หรือมีเว็บไซต์ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นมาสร้างปัญหาให้สังคมก่อน ดังนั้นนอกจากการเปิดตัวเว็บไซต์ไทยฮอตไลน์แล้ว จึงมีเวทีเสวนาของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งจากเครือข่ายครอบครัว องค์กรเอกชนด้านสิทธิเด็ก สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย ในหัวข้อ “การปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์” เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาดังกล่าว
นางสาวกฤษณา พิมลแสงสุริยา เจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และเอเชียตะวันออก มูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก หรือ ECPAT อธิบายว่า เนื่องจากเทคโนโลยีไอซีที และอินเทอร์เน็ตพัฒนาไปมาก ทำให้คนไม่หวังดีใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงตัวเด็ก อาทิ ไฮไฟว์ หรือ โปรแกรมสนทนา มาสร้างความสัมพันธ์ ดังนั้น เทคโนยีไม่ใช่ผู้ร้าย แต่คนที่เอาไปใช้ต่างหาก คือ ผู้ร้ายตัวจริง เพราะคนที่ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก มักอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าไปสานสัมพันธ์ เพื่อหาโอกาสล่วงละเมิดจากนั้นจะมีการบันทึกวิดีโอเอาไว้ เพื่อเผยแพร่ให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในสมาคมด้วยกันเองได้ดู เจ้าหน้าที่ฯ ECPAT อธิบายต่อว่า ยังมีคนที่มีความเชื่อว่า ต้องการสร้างประสบการณ์ทางเพศให้กับเด็ก หรือแม้แต่ทำในเชิงการค้าด้วยการร่วมเพศกับเด็ก แล้วถ่ายทอดสดออกทางอินเทอร์เน็ต ตามความต้องการของลูกค้าที่อยากดู เป็นต้น คนไม่ดีเหล่านี้อาศัยการทำให้เหยื่อไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมให้เข้าใกล้ เมื่อรู้จักกันแล้วคนเหล่านี้จะพยายามบังคับหลอกล่อให้เด็ก แสดงท่าทางยั่วยวนทางเว็บแคม โดยคนเหล่านี้จะมีวิธีในการบังคับให้เด็กทำกิจกรรมทางเพศ (Internet Sexual Coercion) นอกจากนี้ยังมีการทำสื่อลามกเด็กโดยไม่ใช้เด็กเป็นบุคคลจริง แต่เปลี่ยนไปใช้ตัวการ์ตูน เป็นต้น
ด้าน นางสาวทองไพรำ ปุ้ยตระกูล เจ้าหน้าที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก อธิบายถึงปัญหาของเด็กที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตว่า ปัญหาที่ทางมูลนิธิรับแจ้งที่ผ่านมา ได้แก่ การทารุณกรรม และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็ก แต่ระยะหลังผู้ปกครองเริ่มโทรศัพท์มาปรึกษาเกี่ยวกับเด็กติดเกม ผลกระทบทำให้เกิดความรุนแรงจากเนื้อหาของเกมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่เด็กแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะเล่นมากขึ้น ยากที่จะหยุดได้ เพราะเกมมีความตื่นเต้น เร้าใจ ส่งผลให้เด็กเริ่มไม่สนใจสังคม ไม่สนใจการเรียน เนื่องจากสมาธิจดจ่อกับเกม บางรายแอบขโมยเงินพ่อแม่ไปเล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ จนกลับบ้านดึก
เจ้าหน้าที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก อธิบายต่อว่า ขณะที่ปัญหาจากการแชทพบมากขึ้น เพราะผู้ปกครองร้องเรียนว่าบุตรหลานเมื่อเล่นแชทแล้ว อยากออกไปเจอคนต่างประเทศ หรือเพื่อนที่แชทด้วยกัน แล้วสุดท้ายเด็กถูกหลอกให้โชว์เรือนร่าง ผ่านทางเว็บแคม แล้วโดนผู้ไม่หวังดีถ่ายรูปแบล็กเมล์เรียกร้อง ให้ยอมทำตามที่ผู้ไม่หวังดีต้องการ ดังนั้น อยากให้ภาครัฐที่มีอำนาจเข้าไปจัดการ ขณะที่ผู้ปกครองต้องคอยสอดส่อง หากมีสัญญาณอันตรายว่าบุตรหลานจะถูกล่อลวง จะต้องเข้าแทรกแซงทันที่ เพื่อป้องกันและพยายามพูดคุยกับบุตรหลานเพื่อสร้างความอบอุ่นในครอบครัว “อยากให้ภาครัฐผลักดันกฎหมายการครอบครองสื่อลามก เพื่อดำเนินการกับผู้ที่มีภาพโป๊เปลือยของเด็ก ปัญหาเหล่านี้ทุกฝายต้องร่วมมือกัน เพราะพ่อแม่ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมเด็กไม่ทัน โดยต้องมีการอบรมให้เด็ก รู้จักสิทธิ์ความเป็นเจ้าของร่างกาย พ่อแม่ต้องปกป้องลูกมีการประเมินความเสี่ยงที่จะถูกล่วงละเมิดทาเพศ โดยความสัมพันธ์ในครอบครัวต้องแข้งแข็ง และมีความอบอุ่นในครอบครัวด้วย” นางสาวทองไพรำ กล่าว
เจ้าหน้าที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก อธิบายเพิ่มเติมว่า ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสริมภูมิคุ้มกัน หรือให้วัคซีนแก่เด็กและเยาวชน ด้วยการยกระดับการเรียนรู้ของเด็ก พยายามสอนให้เด็กมีกระบวนความคิด เพื่อสร้างให้สังคมไทยเกิดความเข้มแข็ง ต้องเฟ้นหาแบบอย่างที่ดีในสังคม พยายามให้เด็กคิดเป็น รู้จักสิทธิ์ในร่างกาย อันจะทำให้เกิดสัญชาติญาณระวังภัย รวมทั้งรู้จักปฏิเสธ หรือห้ามปรามเมื่อมีผู้ไม่หวังดี เข้ามาใกล้ หรือเข้ามาลวนลาม
ส่วน นางมรกต กุลธรรมโยธิน นายสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย ให้ความเห็นว่า เมื่ออินเทอร์เน็ตกระจายตัวไปสู่สังคมวงกว้าง นำไปสู่การเกิดขึ้นของ “สังคมดิจิตอล” หรือ โลกเสมือนบนพื้นที่ไซเบอร์ ที่ผู้คนสามารถแสดงออกในสิ่งที่สังคมปกติทำไม่ได้ ด้วยความที่มีอิสระเสรีมากกว่าอยูในโลกความเป็นจริง ความจริงแล้วอินทอร์เน็ตยังมีภัยอีกมากมาย ไม่ใช่มีแค่การล่อลวงเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ ยังมีปัญหามัลแวร์ สแปมเมล์ และฟิชชิ่ง ด้วย เนื่องจากไอเอสพี คือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่เชื่อมต่อทุกคนเข้าด้วยกัน ดังนั้นส่วนตัวมองว่า ไอเอสพีทุกรายจึงต้องให้ความร่วมมือ และประสานงานกันเพื่อร่วมแก้ปัญหาเว็บไซต์ไม่เหมาะสม
นายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย ให้ความเห็นเสริมว่า ไม่ใช่ว่าแก้ปัญหาที่ไอเอสพีแล้ว ภัยออนไลน์ต่างๆ จะหายไป ยังต้องมีคนในครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู โรงเรียน คอยอบรมให้คำแนะนำแก่เด็ก รวมทั้งสร้างกติการใช้การใช้อินเทอร์เน็ตตามความเหมาะสม เนื่องจากสังอินเทอร์เน็ตไม่ต่างไปจากสังคมจริงๆ ที่ยังมีมุมมืดที่คนมองไม่เห็น ดังนั้นหากเว็บไซต์ไม่ดี หรือเนื้อหาไม่เมหาะสมถ้าไม่กระจายไปสู่สังคม ก็ไม่มีคนที่รับรู้มาก ดังนั้นการทำงานของไทยฮอตไลน์ก็คงจะทำแบบเงียบๆ ไม่มีข่าวออกมาจะดีกว่า
พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวถึงการแก้ปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตล่อลวงเด็กไปล่วงละเมิดทางเพศว่า หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าไปปกป้องสวัสดิภาพแก่เด็ก ที่ถูกชาวต่างชาติลวนลาม แต่กลับกลายว่าเข้าไปขัดขวางการค้าประเวณี ที่เด็กยินยอมพร้อมใจ เด็กและเยาวชนเหล่านั้นจะรู้ไหมว่า ช่องทางการติดต่อผ่านแชทรูม หรือ เว็บแคมแบบนี้เป็นอัตรายต่อตัวเอง แม้ผ่านมากฎหมายของไทยให้ความคุ้มครองเด็ก ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างดีมาตลอด แต่บางครั้งตัวเด็กเองก็ไปสมยอม กับคนที่ชอบซื้อบริการทางเพศเด็ก เพื่อให้เกิดการกระทำความผิดเสียเอง
“ถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่ในสังคมจะช่วยกันปลูกจิตสำนึก และสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กดีกว่า ในต่างประเทศเด็กมีภูมิคุ้มกัน เพราะถูกอบรมเลี้ยงดู และมีวินัย แม้ว่าบ้านเมืองเขาจะมีเว็บโป๊ถูกกฎหมายมากมาย แต่เด็กไม่เปิดดูซ้ำยังมีการโวยวายไม่พอใจอีกด้วย แต่เด็กไทยไม่มีวินัยในตัวเอง มีความประพฤติหย่อนยาน เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมา มักโทษให้เป็นความรับผิดชอบของสังคม โรงเรียน และรัฐบาล พ่อแม่พลักความรับผิดชอบในการดูแลลูก ต่างจากผู้ปกครองต่างชาติที่เน้นความสำคัญของครอบครัวมากกว่างาน หรือเพื่อนฝูง ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก ได้เลือกบริโภคสื่อที่ดีบ้าง” นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวทิ้งท้าย
การให้เด็กได้เข้าถึงเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีการควบคุมและขอบเขต สิ่งที่อยากฝากให้สังคมไทยได้ตระหนัก คือ การทำให้เด็กไทยสามารถดูแลตัวเอง รู้จักแยกแยะ และปฏิเสธที่จะรับสื่อที่เหมาะสม จำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมเล็กในระดับครอบครัวต้องเข้มแข็ง และแสดงแบบอย่างที่ดี เพราะเด็กและเยาวชนใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่า โรงเรียน หรือร้านเกม อย่าผลักภาระให้สังคมดูแลลูก เพราะสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี หากตกไปอยู่ในหมู่ของคนไม่ดี เด็กย่อมได้รับอันตรายตามไปด้วย...
บทความจาก : ไทยรัฐ
หลังจากที่ IT Digest ได้นำเสนอกิจกรรมของเว็บไซต์ ไทยฮอตไลน์ดอทโออาร์จี (http://www.thaihotline.org/) มาต่อเนื่องจนเพิ่งเปิดตัว และประกาศการถึงดำเนินงานอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2552 ที่ผ่านมา คงต้องชมเชย และสนับสนุนมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ในฐานะผู้ดำเนินงานหลักที่มีความตั้งใจ เป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากในยุคที่มีการหลอมรวมทางเทคโนโลยี เนื้อหาดิจิตอลบนโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน การเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตราย ผิดกฎหมาย มีมากตามไปด้วย แม้จะมีกฎหมายหลายฉบับที่ใช้ในการกำกับดูแล แต่ยังขาดการตีความที่ชัดเจนว่าเนื้อหาแบบใดที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม หรือต้องห้าม ดังนั้น การที่ภาคเอกชนมาร่วมกันแก้ปัญหาการนำข้อมูลที่เป็นอันตรายเข้าสู่ระบบ ผ่านกลไกการแจ้ง และประสานงานระหว่างสมาชิกในลักษณะสายด่วนรับแจ้งเหตุเว็บไม่เหมาะสม จึงเป็นเรื่องดีที่น่าสนับสนุน เพื่อช่วยกันปกป้องสิ่งไม่ดีบนโลกออนไลน์ การล่อลวง หรือการล่วงละเมิดทางเพศ และแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชน แต่นอกจากเว็บไซต์ไทยฮอตไลน์ที่กล่าวไปแล้ว ยังมีทางอื่นอีกไหมที่ไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องราว หรือมีเว็บไซต์ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นมาสร้างปัญหาให้สังคมก่อน ดังนั้นนอกจากการเปิดตัวเว็บไซต์ไทยฮอตไลน์แล้ว จึงมีเวทีเสวนาของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งจากเครือข่ายครอบครัว องค์กรเอกชนด้านสิทธิเด็ก สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย ในหัวข้อ “การปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์” เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาดังกล่าว
นางสาวกฤษณา พิมลแสงสุริยา เจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และเอเชียตะวันออก มูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก หรือ ECPAT อธิบายว่า เนื่องจากเทคโนโลยีไอซีที และอินเทอร์เน็ตพัฒนาไปมาก ทำให้คนไม่หวังดีใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงตัวเด็ก อาทิ ไฮไฟว์ หรือ โปรแกรมสนทนา มาสร้างความสัมพันธ์ ดังนั้น เทคโนยีไม่ใช่ผู้ร้าย แต่คนที่เอาไปใช้ต่างหาก คือ ผู้ร้ายตัวจริง เพราะคนที่ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก มักอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าไปสานสัมพันธ์ เพื่อหาโอกาสล่วงละเมิดจากนั้นจะมีการบันทึกวิดีโอเอาไว้ เพื่อเผยแพร่ให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในสมาคมด้วยกันเองได้ดู เจ้าหน้าที่ฯ ECPAT อธิบายต่อว่า ยังมีคนที่มีความเชื่อว่า ต้องการสร้างประสบการณ์ทางเพศให้กับเด็ก หรือแม้แต่ทำในเชิงการค้าด้วยการร่วมเพศกับเด็ก แล้วถ่ายทอดสดออกทางอินเทอร์เน็ต ตามความต้องการของลูกค้าที่อยากดู เป็นต้น คนไม่ดีเหล่านี้อาศัยการทำให้เหยื่อไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมให้เข้าใกล้ เมื่อรู้จักกันแล้วคนเหล่านี้จะพยายามบังคับหลอกล่อให้เด็ก แสดงท่าทางยั่วยวนทางเว็บแคม โดยคนเหล่านี้จะมีวิธีในการบังคับให้เด็กทำกิจกรรมทางเพศ (Internet Sexual Coercion) นอกจากนี้ยังมีการทำสื่อลามกเด็กโดยไม่ใช้เด็กเป็นบุคคลจริง แต่เปลี่ยนไปใช้ตัวการ์ตูน เป็นต้น
ด้าน นางสาวทองไพรำ ปุ้ยตระกูล เจ้าหน้าที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก อธิบายถึงปัญหาของเด็กที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตว่า ปัญหาที่ทางมูลนิธิรับแจ้งที่ผ่านมา ได้แก่ การทารุณกรรม และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็ก แต่ระยะหลังผู้ปกครองเริ่มโทรศัพท์มาปรึกษาเกี่ยวกับเด็กติดเกม ผลกระทบทำให้เกิดความรุนแรงจากเนื้อหาของเกมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่เด็กแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะเล่นมากขึ้น ยากที่จะหยุดได้ เพราะเกมมีความตื่นเต้น เร้าใจ ส่งผลให้เด็กเริ่มไม่สนใจสังคม ไม่สนใจการเรียน เนื่องจากสมาธิจดจ่อกับเกม บางรายแอบขโมยเงินพ่อแม่ไปเล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ จนกลับบ้านดึก
เจ้าหน้าที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก อธิบายต่อว่า ขณะที่ปัญหาจากการแชทพบมากขึ้น เพราะผู้ปกครองร้องเรียนว่าบุตรหลานเมื่อเล่นแชทแล้ว อยากออกไปเจอคนต่างประเทศ หรือเพื่อนที่แชทด้วยกัน แล้วสุดท้ายเด็กถูกหลอกให้โชว์เรือนร่าง ผ่านทางเว็บแคม แล้วโดนผู้ไม่หวังดีถ่ายรูปแบล็กเมล์เรียกร้อง ให้ยอมทำตามที่ผู้ไม่หวังดีต้องการ ดังนั้น อยากให้ภาครัฐที่มีอำนาจเข้าไปจัดการ ขณะที่ผู้ปกครองต้องคอยสอดส่อง หากมีสัญญาณอันตรายว่าบุตรหลานจะถูกล่อลวง จะต้องเข้าแทรกแซงทันที่ เพื่อป้องกันและพยายามพูดคุยกับบุตรหลานเพื่อสร้างความอบอุ่นในครอบครัว “อยากให้ภาครัฐผลักดันกฎหมายการครอบครองสื่อลามก เพื่อดำเนินการกับผู้ที่มีภาพโป๊เปลือยของเด็ก ปัญหาเหล่านี้ทุกฝายต้องร่วมมือกัน เพราะพ่อแม่ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมเด็กไม่ทัน โดยต้องมีการอบรมให้เด็ก รู้จักสิทธิ์ความเป็นเจ้าของร่างกาย พ่อแม่ต้องปกป้องลูกมีการประเมินความเสี่ยงที่จะถูกล่วงละเมิดทาเพศ โดยความสัมพันธ์ในครอบครัวต้องแข้งแข็ง และมีความอบอุ่นในครอบครัวด้วย” นางสาวทองไพรำ กล่าว
เจ้าหน้าที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก อธิบายเพิ่มเติมว่า ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสริมภูมิคุ้มกัน หรือให้วัคซีนแก่เด็กและเยาวชน ด้วยการยกระดับการเรียนรู้ของเด็ก พยายามสอนให้เด็กมีกระบวนความคิด เพื่อสร้างให้สังคมไทยเกิดความเข้มแข็ง ต้องเฟ้นหาแบบอย่างที่ดีในสังคม พยายามให้เด็กคิดเป็น รู้จักสิทธิ์ในร่างกาย อันจะทำให้เกิดสัญชาติญาณระวังภัย รวมทั้งรู้จักปฏิเสธ หรือห้ามปรามเมื่อมีผู้ไม่หวังดี เข้ามาใกล้ หรือเข้ามาลวนลาม
ส่วน นางมรกต กุลธรรมโยธิน นายสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย ให้ความเห็นว่า เมื่ออินเทอร์เน็ตกระจายตัวไปสู่สังคมวงกว้าง นำไปสู่การเกิดขึ้นของ “สังคมดิจิตอล” หรือ โลกเสมือนบนพื้นที่ไซเบอร์ ที่ผู้คนสามารถแสดงออกในสิ่งที่สังคมปกติทำไม่ได้ ด้วยความที่มีอิสระเสรีมากกว่าอยูในโลกความเป็นจริง ความจริงแล้วอินทอร์เน็ตยังมีภัยอีกมากมาย ไม่ใช่มีแค่การล่อลวงเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ ยังมีปัญหามัลแวร์ สแปมเมล์ และฟิชชิ่ง ด้วย เนื่องจากไอเอสพี คือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่เชื่อมต่อทุกคนเข้าด้วยกัน ดังนั้นส่วนตัวมองว่า ไอเอสพีทุกรายจึงต้องให้ความร่วมมือ และประสานงานกันเพื่อร่วมแก้ปัญหาเว็บไซต์ไม่เหมาะสม
นายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย ให้ความเห็นเสริมว่า ไม่ใช่ว่าแก้ปัญหาที่ไอเอสพีแล้ว ภัยออนไลน์ต่างๆ จะหายไป ยังต้องมีคนในครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู โรงเรียน คอยอบรมให้คำแนะนำแก่เด็ก รวมทั้งสร้างกติการใช้การใช้อินเทอร์เน็ตตามความเหมาะสม เนื่องจากสังอินเทอร์เน็ตไม่ต่างไปจากสังคมจริงๆ ที่ยังมีมุมมืดที่คนมองไม่เห็น ดังนั้นหากเว็บไซต์ไม่ดี หรือเนื้อหาไม่เมหาะสมถ้าไม่กระจายไปสู่สังคม ก็ไม่มีคนที่รับรู้มาก ดังนั้นการทำงานของไทยฮอตไลน์ก็คงจะทำแบบเงียบๆ ไม่มีข่าวออกมาจะดีกว่า
พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวถึงการแก้ปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตล่อลวงเด็กไปล่วงละเมิดทางเพศว่า หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าไปปกป้องสวัสดิภาพแก่เด็ก ที่ถูกชาวต่างชาติลวนลาม แต่กลับกลายว่าเข้าไปขัดขวางการค้าประเวณี ที่เด็กยินยอมพร้อมใจ เด็กและเยาวชนเหล่านั้นจะรู้ไหมว่า ช่องทางการติดต่อผ่านแชทรูม หรือ เว็บแคมแบบนี้เป็นอัตรายต่อตัวเอง แม้ผ่านมากฎหมายของไทยให้ความคุ้มครองเด็ก ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างดีมาตลอด แต่บางครั้งตัวเด็กเองก็ไปสมยอม กับคนที่ชอบซื้อบริการทางเพศเด็ก เพื่อให้เกิดการกระทำความผิดเสียเอง
“ถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่ในสังคมจะช่วยกันปลูกจิตสำนึก และสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กดีกว่า ในต่างประเทศเด็กมีภูมิคุ้มกัน เพราะถูกอบรมเลี้ยงดู และมีวินัย แม้ว่าบ้านเมืองเขาจะมีเว็บโป๊ถูกกฎหมายมากมาย แต่เด็กไม่เปิดดูซ้ำยังมีการโวยวายไม่พอใจอีกด้วย แต่เด็กไทยไม่มีวินัยในตัวเอง มีความประพฤติหย่อนยาน เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมา มักโทษให้เป็นความรับผิดชอบของสังคม โรงเรียน และรัฐบาล พ่อแม่พลักความรับผิดชอบในการดูแลลูก ต่างจากผู้ปกครองต่างชาติที่เน้นความสำคัญของครอบครัวมากกว่างาน หรือเพื่อนฝูง ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก ได้เลือกบริโภคสื่อที่ดีบ้าง” นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวทิ้งท้าย
การให้เด็กได้เข้าถึงเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีการควบคุมและขอบเขต สิ่งที่อยากฝากให้สังคมไทยได้ตระหนัก คือ การทำให้เด็กไทยสามารถดูแลตัวเอง รู้จักแยกแยะ และปฏิเสธที่จะรับสื่อที่เหมาะสม จำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมเล็กในระดับครอบครัวต้องเข้มแข็ง และแสดงแบบอย่างที่ดี เพราะเด็กและเยาวชนใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่า โรงเรียน หรือร้านเกม อย่าผลักภาระให้สังคมดูแลลูก เพราะสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี หากตกไปอยู่ในหมู่ของคนไม่ดี เด็กย่อมได้รับอันตรายตามไปด้วย...
บทความจาก : ไทยรัฐ
คอมพิวเตอร์เพื่อผู้สูงวัย
ทศพนธ์ นรทัศน์
thossaphol@ictforall.org
ผู้สูงวัยที่กลัวคอมพิวเตอร์เพราะคิดว่ามันทันสมัยเกินไปสำหรับคนรุ่นตน แต่กระแสของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ที่ถาโถมเข้ามาในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ผู้คนไม่อาจปฏิเสธคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้อีกต่อไป คอมพิวเตอร์และ
อินเทอร์เน็ตในวันนี้ก็ไม่ต่างกับวิทยุ โทรทัศน์ ที่ใครๆ ก็ควรจะใช้เป็นในยุคนี้ แม้กระทั่งคุณตาคุณยายผู้สูงวัย วันนี้ก็มี
ข่าวดีมาฝาก เมื่อเว็บไซต์ข่าว BBC ของอังกฤษ (http://news.bbc.co.uk/2/hi/technology/8352606.stm) ได้รายงาน
เมื่อวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ถึงการผลิตคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่เพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ
คอมพิวเตอร์รุ่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สูงวัยซึ่งมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ไม่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์และ
อินเทอร์เน็ต สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายๆ เครื่องรุ่นนี้เรียกว่า “SimplicITy” มันมีเพียง 6
ปุ่ม เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตพื้นฐานได้อย่างง่ายดาย เช่น รับ-ส่งอีเมล์ และสนทนา
(chat)
คุณยาย Betty Parson,วัย 80 ปี กับการใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรก
คอมพิวเตอร์จะสอนคุณตาคุณยายถึงวิธีใช้งานเบื้องต้นผ่านวีดิโอซึ่งดูจากตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลย เชื่อว่า
ประชาชนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวนกว่า 6 ล้านคนของอังกฤษที่ไม่เคยใช้อินเทอร์เน็ตมาก่อนจะได้รับประโยชน์จาก
คอมพิวเตอร์รุ่นนี้ ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อและจะได้รับภายใน 2 สัปดาห์หลังจากสั่งซื้อ โดยสามารถให้จัดส่งมาทาง
ไปรษณีย์ได้ด้วย คอมพิวเตอร์รุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Wessex Computers และเว็บไซต์เพื่อผู้สูงวัย
ที่เรียกว่า “discount-age -- www.discount-age.co.uk/simplicity_computers/” ก่อตั้งโดย Ms Singleton เธอกล่าวว่า
เธอรู้สึกซ็อคกับรายงานผลการสำรวจของสำนักงานสถิแห่งชาติอังกฤษ (Office for National Statistics) เมื่อเดือน
สิงหาคม 2552 ที่ว่า ประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจำนวน 6.4 ล้านคนไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์มาก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับสถติ
ของประเทศไทยจากรายงานสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2551 ของ
สำนักงานสถิติแห่งชาติของไทย พบว่าประชากรกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป (จำนวน 7,244,133 คน) มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์
106,972 คน (คิดเป็นร้อยละ 1.5) มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 60,283 คน (คิดเป็นร้อยละ 0.8)
2
Valerie Singleton กล่าวว่า “ฉันคิดว่าผู้สูงวัย เหล่านั้นคงไม่รู้จักวิธีใช้
มัน ฉันเองก็ใช้คอมพิวเตอร์มาก แต่ก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง ทุกครั้งที่ฉันเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉันจะต้องจดมันไว้เพื่อที่จะให้จดจำมันได้”
แต่สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่น SimplicITy แล้วมันเป็นอะไรที่ใช้งานได้ง่าย
มาก ผู้ใช้ไม่ต้องล็อคอินเข้าใช้งานเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา และไม่มีเมนูที่ยุ่งยากจนไม่รู้ว่า
จะเลือกหรือเริ่มต้นที่ไหนดี อย่าง Drop-down menu. มันจะนำคุณตรงไปที่หน้าจอที่เรียกว่า "square one" ซึ่งมีปุ่ม
ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการใช้งานสำหรับ รับ-ส่งอีเมล์, ท่องเว็บ, จัดการไฟล์ (เพื่อจัดเก็บไฟล์เวิร์ด รูปภาพ เป็นต้น),
สนทนาออนไลน์ (Online chat) และ User profile
ระบบอีเมล์ถูกปรับปรุงจากการออกแบบในสไตล์อิตาเลียน เรียกว่า “Eldy” ผู้ใช้เครื่อง SimplicITy สามารถ
สนทนาผ่านเว็บไซต์ eldy.org โดยใช้ปุ่ม “chat” คอมพิวเตอร์รุ่นนี้ใช้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติที่ให้ใช้
ฟรีไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ แต่หากผู้ใช้ไม่ต้องการใช้หน้าจอแบบ SimplicITy desktop ก็สามารถ
เปลี่ยนเป็นหน้าจอปกติ หรือที่เรียกว่า Standard Linux desktop ซึ่งจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงวัยที่ใช้
คอมพิวเตอร์จนคุ้นเคยแล้ว และต้องการขยายขีดความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ให้เพิ่มมากขึ้น
Andrew Harrop, หัวหน้าหน่วยงานด้านนโยบายสาธารณะเพื่อผู้สูงวัย (Head of public policy for charity
Age Concern and Help the Aged) กล่าวว่า ความพยายามที่จะทำให้ผู้สูงวัยเข้าสู่โลกออนไลน์เป็นที่น่าปรบมือให้
อย่างยิ่ง เพราะผู้สูงวัย(เกษียณอายุแล้ว) ที่ไม่สามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้จะพลาดโอกาสจากส่วนลดเป็นร้อยปอนด์
จะได้รับจากการช้อปปิ้งออนไลน์ หรืออัตราดอกเบี้ยที่สูงสำหรับบัญชีเงินฝากแบบออมทรัพย์ นี้ยังไม่รวมถึงประโยชน์
ทางสังคมต่างๆ ที่จะได้รับในโลกออนไลน์.
แต่สำหรับผู้สูงวัยในประเทศไทยแล้ว คงยากที่จะเข้าถึงเจ้าคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ได้ เพราะมันยังมีราคาจำหน่าย
ค่อนข้างสูง ประมาณ 16,799.44 - 29,445.44 บาท ตามคุณลักษณะและความสามารถของเครื่อง ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
ได้ที่ www.discount-age.co.uk/simplicity_computers/ แต่ผู้เขียนเห็นว่าจริงๆ แล้วคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ก็คงเป็นเหมือน
คอมพิวเตอร์ทั่วไป เพียงแต่ทำให้ซอฟต์แวร์ใช้งานมีลักษณะที่ง่ายและเหมาะสำหรับผู้สูงวัยที่ไม่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์
มาก่อน หากเราสามารถนำซอฟต์แวร์มาปรับแต่งและใช้งานในประเทศไทยได้ราคาคงจะถูกลงพอๆ กับเครื่อง
คอมพิวเตอร์ทั่วไปในท้องตลาด หรืออาจถูกกว่าเพราะตัวนี้ใช้ระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์สอย่างลีนุกซ์ แน่นอนว่ามันคง
จะช่วยให้ผู้สูงวัยของไทยหลายคนเข้าสู่โลกออนไลน์ได้อย่างมีความสุขและเป็นผู้สูงวัยหัวใจไฮเทคอย่างแน่นอน.
thossaphol@ictforall.org
ผู้สูงวัยที่กลัวคอมพิวเตอร์เพราะคิดว่ามันทันสมัยเกินไปสำหรับคนรุ่นตน แต่กระแสของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ที่ถาโถมเข้ามาในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ผู้คนไม่อาจปฏิเสธคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้อีกต่อไป คอมพิวเตอร์และ
อินเทอร์เน็ตในวันนี้ก็ไม่ต่างกับวิทยุ โทรทัศน์ ที่ใครๆ ก็ควรจะใช้เป็นในยุคนี้ แม้กระทั่งคุณตาคุณยายผู้สูงวัย วันนี้ก็มี
ข่าวดีมาฝาก เมื่อเว็บไซต์ข่าว BBC ของอังกฤษ (http://news.bbc.co.uk/2/hi/technology/8352606.stm) ได้รายงาน
เมื่อวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ถึงการผลิตคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่เพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ
คอมพิวเตอร์รุ่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สูงวัยซึ่งมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ไม่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์และ
อินเทอร์เน็ต สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายๆ เครื่องรุ่นนี้เรียกว่า “SimplicITy” มันมีเพียง 6
ปุ่ม เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตพื้นฐานได้อย่างง่ายดาย เช่น รับ-ส่งอีเมล์ และสนทนา
(chat)
คุณยาย Betty Parson,วัย 80 ปี กับการใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรก
คอมพิวเตอร์จะสอนคุณตาคุณยายถึงวิธีใช้งานเบื้องต้นผ่านวีดิโอซึ่งดูจากตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลย เชื่อว่า
ประชาชนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวนกว่า 6 ล้านคนของอังกฤษที่ไม่เคยใช้อินเทอร์เน็ตมาก่อนจะได้รับประโยชน์จาก
คอมพิวเตอร์รุ่นนี้ ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อและจะได้รับภายใน 2 สัปดาห์หลังจากสั่งซื้อ โดยสามารถให้จัดส่งมาทาง
ไปรษณีย์ได้ด้วย คอมพิวเตอร์รุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Wessex Computers และเว็บไซต์เพื่อผู้สูงวัย
ที่เรียกว่า “discount-age -- www.discount-age.co.uk/simplicity_computers/” ก่อตั้งโดย Ms Singleton เธอกล่าวว่า
เธอรู้สึกซ็อคกับรายงานผลการสำรวจของสำนักงานสถิแห่งชาติอังกฤษ (Office for National Statistics) เมื่อเดือน
สิงหาคม 2552 ที่ว่า ประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจำนวน 6.4 ล้านคนไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์มาก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับสถติ
ของประเทศไทยจากรายงานสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2551 ของ
สำนักงานสถิติแห่งชาติของไทย พบว่าประชากรกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป (จำนวน 7,244,133 คน) มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์
106,972 คน (คิดเป็นร้อยละ 1.5) มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 60,283 คน (คิดเป็นร้อยละ 0.8)
2
Valerie Singleton กล่าวว่า “ฉันคิดว่าผู้สูงวัย เหล่านั้นคงไม่รู้จักวิธีใช้
มัน ฉันเองก็ใช้คอมพิวเตอร์มาก แต่ก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง ทุกครั้งที่ฉันเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉันจะต้องจดมันไว้เพื่อที่จะให้จดจำมันได้”
แต่สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่น SimplicITy แล้วมันเป็นอะไรที่ใช้งานได้ง่าย
มาก ผู้ใช้ไม่ต้องล็อคอินเข้าใช้งานเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา และไม่มีเมนูที่ยุ่งยากจนไม่รู้ว่า
จะเลือกหรือเริ่มต้นที่ไหนดี อย่าง Drop-down menu. มันจะนำคุณตรงไปที่หน้าจอที่เรียกว่า "square one" ซึ่งมีปุ่ม
ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการใช้งานสำหรับ รับ-ส่งอีเมล์, ท่องเว็บ, จัดการไฟล์ (เพื่อจัดเก็บไฟล์เวิร์ด รูปภาพ เป็นต้น),
สนทนาออนไลน์ (Online chat) และ User profile
ระบบอีเมล์ถูกปรับปรุงจากการออกแบบในสไตล์อิตาเลียน เรียกว่า “Eldy” ผู้ใช้เครื่อง SimplicITy สามารถ
สนทนาผ่านเว็บไซต์ eldy.org โดยใช้ปุ่ม “chat” คอมพิวเตอร์รุ่นนี้ใช้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติที่ให้ใช้
ฟรีไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ แต่หากผู้ใช้ไม่ต้องการใช้หน้าจอแบบ SimplicITy desktop ก็สามารถ
เปลี่ยนเป็นหน้าจอปกติ หรือที่เรียกว่า Standard Linux desktop ซึ่งจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงวัยที่ใช้
คอมพิวเตอร์จนคุ้นเคยแล้ว และต้องการขยายขีดความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ให้เพิ่มมากขึ้น
Andrew Harrop, หัวหน้าหน่วยงานด้านนโยบายสาธารณะเพื่อผู้สูงวัย (Head of public policy for charity
Age Concern and Help the Aged) กล่าวว่า ความพยายามที่จะทำให้ผู้สูงวัยเข้าสู่โลกออนไลน์เป็นที่น่าปรบมือให้
อย่างยิ่ง เพราะผู้สูงวัย(เกษียณอายุแล้ว) ที่ไม่สามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้จะพลาดโอกาสจากส่วนลดเป็นร้อยปอนด์
จะได้รับจากการช้อปปิ้งออนไลน์ หรืออัตราดอกเบี้ยที่สูงสำหรับบัญชีเงินฝากแบบออมทรัพย์ นี้ยังไม่รวมถึงประโยชน์
ทางสังคมต่างๆ ที่จะได้รับในโลกออนไลน์.
แต่สำหรับผู้สูงวัยในประเทศไทยแล้ว คงยากที่จะเข้าถึงเจ้าคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ได้ เพราะมันยังมีราคาจำหน่าย
ค่อนข้างสูง ประมาณ 16,799.44 - 29,445.44 บาท ตามคุณลักษณะและความสามารถของเครื่อง ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
ได้ที่ www.discount-age.co.uk/simplicity_computers/ แต่ผู้เขียนเห็นว่าจริงๆ แล้วคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ก็คงเป็นเหมือน
คอมพิวเตอร์ทั่วไป เพียงแต่ทำให้ซอฟต์แวร์ใช้งานมีลักษณะที่ง่ายและเหมาะสำหรับผู้สูงวัยที่ไม่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์
มาก่อน หากเราสามารถนำซอฟต์แวร์มาปรับแต่งและใช้งานในประเทศไทยได้ราคาคงจะถูกลงพอๆ กับเครื่อง
คอมพิวเตอร์ทั่วไปในท้องตลาด หรืออาจถูกกว่าเพราะตัวนี้ใช้ระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์สอย่างลีนุกซ์ แน่นอนว่ามันคง
จะช่วยให้ผู้สูงวัยของไทยหลายคนเข้าสู่โลกออนไลน์ได้อย่างมีความสุขและเป็นผู้สูงวัยหัวใจไฮเทคอย่างแน่นอน.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)